ข่าวประจำวัน » ข่าวเด่น » #จับแล้วแก๊งกุไสยศาสตร์ในวัง ! ไม่ใช่ขรก. ที่แท้เป็นนักต้มตุ๋นตัวสำคัญ

#จับแล้วแก๊งกุไสยศาสตร์ในวัง ! ไม่ใช่ขรก. ที่แท้เป็นนักต้มตุ๋นตัวสำคัญ

11 August 2021
353   0


วันนี้ (10 ส.ค.) จากกรณีที่มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ @abigblackdogis เรียกตัวเองว่า “III ฟ้าฝน ver. เกรี้ยวกราด” อ้างว่าเป็นข้าราชการรายหนึ่ง ได้โพสต์เรื่องเล่าในเชิงไสยศาสตร์ในวัง และคุกแห่งหนึ่ง อ้างว่า เคยถูกลงโทษจนตัวเองมีภาวะ PTSD ต้องลาออกจากงาน โดยมี นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ปัจจุบันลี้ภัยที่ประเทศฝรั่งเศส เป็นคนแนะนำให้อ่าน แต่ออกตัวไม่รับรองว่าข้อความทั้งหมดเป็นความจริง เอามาให้ทุกคนร่วมกันพิจารณา ปรากฏว่า มีผู้สนับสนุนม็อบราษฎรให้ความสนใจตามอ่านจำนวนมาก ขณะที่ผู้ที่ผ่านงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่างออกมาตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์นำมาโพสต์นั้น ไม่เป็นความจริง ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

เฟซบุ๊กเพจ “สติค่ะลูกกกก” โพสต์ข้อความและภาพ ขณะที่ตำรวจกำลังเข้าจับกุมชายรายหนึ่งที่บ้านหลังหนึ่ง พร้อมข้อความระบุว่า “คนกุเรื่องแอร์ไม่เย็นถูกจับแล้ว ไม่ได้เป็นข้าราชการอะไรทั้งนั้น เป็นแค่เพียงอดีตนักต้มตุ๋น” โดยเจ้าของโพสต์ระบุว่า “สรุป เจ้าของบัญชี Twitter lll ฟ้าฝน ver. เกรี้ยวกราด ที่กุเรื่องแอร์ไม่เย็น โดนจับแล้วนะ และนางไม่ได้เป็นข้าราชการอะไรทั้งนั้นอย่างที่นางอ้างสักนิด แต่กลับเป็นอดีตนักต้มตุ๋น หลอกเอาเงินนักวิ่งลอยแพที่เนินมะปราง เป็นข่าวเป็นคราวใหญ่โต ดึงดรามาร้องไห้ร้องห่ม สุดท้ายโดนขุดยับ ไม่มีไม่หนีไม่จ่าย บอกแล้วอย่าเชื่อ Twitter นัก เพราะเบื้องหลังบัญชีนั้น จะเป็นใครก็ได้ ตัวจริงเป็นนักต้มตุ๋นคนหนึ่ง” โดยได้นำหลักฐานบัญชีทวิตเตอร์เก่า ที่เคยโพสต์ข้อความแต่ลบไปแล้ว พบว่า เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2563 พนักงานสอบสวนส่งตัวให้อัยการยื่นฟ้องในข้อหาผิด พ.ร.บ.ชุมนุม ที่สำนักงานอัยการแขวงพิษณุโลก เบื้องต้นปฏิเสธ นัดฟังคำสั่ง 5 ก.พ. 2564

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 7 ธ.ค. 2563 พบว่า เป็นวันเดียวกับที่ นายเวหา หรือ อาร์ท แสนชนชนะศึก อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ 3 ต.บ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก แอดมินเพจเฟซบุ๊ก “พิษณุโลกคนกล้าไม่ก้มหน้าให้เผด็จการ” มารายงานตัวกับตำรวจแจ้งข้อหาจัดชุมนุมโดยไม่แจ้งและนัดส่งสำนวนให้อัยการศาลแขวงพิษณุโลก หลังถูกขังจนครบฝาก ในคดีที่โพสต์ข้อความอ้างว่า แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมถูกอุ้มจากลานจอดรถวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ในตัวเมืองพิษณุโลก เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563 ระบุว่า มีการนำตัวแกนนำไปในค่ายเจ้าพระยาจักรี (กก.ตชด.31) เมื่อตรวจสอบปรากฏว่า ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่ภายหลังอัยการสั่งไม่ฟ้องข้อหานำเข้าข้อมูลเท็จ ตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2563 และยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เหลือเพียงข้อหาจัดชุมนุมไม่แจ้ง แต่นายเวหาให้การปฏิเสธและยืนยันว่า ไม่ได้ไปชุมนุมด้วยเพียงแค่แชร์เรื่องราวที่นักกิจกรรมถูกจับกุมเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563 ที่พิษณุโลกเท่านั้น ตามรายงานข่าวของเว็บไซต์ประชาไท (https://prachatai.com/journal/2020/12/90729)

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2560 นายเวหา แสนชนชนะศึก เป็นประธานจัดงานเนินมะปราง ซีนิค มาราธอน 2017 ที่โรงเรียนวัดบ้านมุง อ.เนินมะปราง โดยมีการเก็บค่าสมัครจากนักวิ่ง ประเภทมาราธอน 42 กิโลเมตร 600 บาท ประเภทฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร 500 บาท และ มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร 400 บาท โดยโฆษณาว่า มีเงินรางวัลที่สูงกว่ารายการอื่นๆ จัดสร้างที่พักใหม่แบบลอฟท์ให้ และเสื้อยี่ห้อดัง ปรากฏว่า ไม่มีการจัดส่งเสื้อและป้าย (BIB) ทางไปรษณีย์ อ้างว่าผลิตไม่ทัน ก่อนจะให้ไปรับด้วยตัวเองวันที่ 8 ต.ค. 2560 แต่ได้รับเฉพาะ BIB ส่วนเสื้อให้ไปรับในวันงาน เย็นวันที่ 13 ต.ค. 2560 นักวิ่งราว 1,200 คน เข้าไปในพื้นที่ ปรากฏว่า ไม่มีการเตรียมการใดๆ ไม่มีซุ้มจุดปล่อยตัว ไม่มีป้ายแสดงระยะทาง ที่พักเป็นเพียงแค่อาคารเรียนของโรงเรียนในพื้นที่ ส่วนเสื้อไม่มีการจัดส่งมาที่งาน เมื่อถามถึงเหรียญและถ้วยรางวัลก็ไม่มีคำตอบ จนเวลาเกือบ 20.00 น. นายเวหา โพสต์เฟซบุ๊กประกาศยกเลิกจัดงาน ทำให้นักวิ่งที่มาถึงต่างเสียความรู้สึก สุดท้ายชมรมอนุรักษ์ภูเขาหิน ชาวบ้านบ้านมุง ได้ร่วมกันปลอบใจนักวิ่ง ด้วยการจัดมินิมาราธอนเพื่อไม่อยากให้เสียเที่ยว

ต่อมา นายเวหา ประกาศแจ้งให้ขอคืนเงินค่าสมัครผ่านทางอีเมล อ้างว่า จะคืนเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 พ.ย. 2560 ปรากฏว่า มีนักวิ่งส่งข้อมูลมาแล้วกลับไม่ได้รับเงินคืน กลุ่มนักวิ่งจึงได้แจ้งความกับตำรวจ สภ.เนินมะปราง ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฉ้อโกงประชาชน โดยผู้เสียหายนอกจากจะมีนักวิ่งแล้ว ยังมีร้านทำเสื้อ ร้านทำเหรียญ ที่ผลิตไว้แล้วแต่นายเวหาไม่ได้นำเงินมาจ่าย และทีมงานจัดวิ่งที่ถูกหลอก 6 คนอีกด้วย คดีนี้ศาลจังหวัดพิษณุโลก ประทับรับฟ้องเป็นคคีอาญาที่ 149/2560 และได้นำตัวนายเวหาฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2561 ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2561 จำคุก 2 ปี ปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากเพจ “นักวิ่งกากๆ” ระบุว่า นายเวหา เคยเปลี่ยนชื่อมาแล้ว 3 ครั้ง คือ สิริพงษ์ บุตรดีวงษ์, ทยา บุตรดีวงษ์ และล่าสุดใช้ชื่อว่า เวหา แสนชนชนะศึก