26 กรกฎาคม 2569 — กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งสำหรับหนึ่งในมหากาพย์ข่าวบันเทิงครั้งใหญ่เมื่อ 16 ปีก่อน หลัง “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ย้อนเปิดชีวิตช่วงที่ตัวเองกำลังอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ ก่อนเจอมรสุมข่าวในปี 2553 จนเส้นทางชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
จากข้อมูลย้อนหลัง ฟิล์มอยู่ในช่วงดังอย่างมากก่อนเกิดเรื่อง เจ้าตัวเล่าว่าในช่วงพีกมีงานพรีเซนเตอร์มากกว่า 20 ตัวต่อปี และมีผลงานจำนวนมาก ก่อนจะเผชิญข่าวใหญ่เกี่ยวกับ แอนนี่ บรู๊ค และประเด็นว่าเขาเป็นบิดาของบุตรชายหรือไม่
จุดระเบิด “ขอตรวจ DNA”
ย้อนกลับไปวันที่ 16 กันยายน 2553 ฟิล์มเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ยอมรับว่าเคยมีความสัมพันธ์กับฝ่ายหญิง แต่ในประเด็นความเป็นบิดา เขาขอให้มีการตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง พร้อมระบุในเวลานั้นว่า หากผลพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นบุตรของตน ก็พร้อมยอมรับและรับผิดชอบ
ทว่าประเด็นดังกล่าวกลับกลายเป็นไฟลามทุ่งทางสังคม กระแสวิพากษ์วิจารณ์ถาโถมอย่างรุนแรง ขณะที่ข้อถกเถียงเรื่องการตรวจ DNA กลายเป็นข่าวใหญ่ต่อเนื่องหลายสัปดาห์
ถึงขั้นที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมออกมาอธิบายในเวลานั้นว่า หากต้องการพิสูจน์ความเป็นบิดาผ่านกระบวนการกฎหมาย สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนได้
จากยุค “ห้างแตก” สู่งานสะดุดแทบทั้งหมด
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อเสียง
ฟิล์มเล่าย้อนถึงช่วงรุ่งเรืองว่าเคยมีงานพรีเซนเตอร์มากกว่า 20 ตัวต่อปี แต่เมื่อมรสุมข่าวปะทุ ชีวิตการทำงานกลับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จากศิลปินระดับแถวหน้าที่มีงานต่อเนื่อง กลายเป็นช่วงที่ต้องหยุดและถอยออกจากวงการไปตั้งหลัก
วันที่ 23 กันยายน 2553 เวลา 14.00 น. ฟิล์มเคยเปิดแถลงข่าวอีกครั้งทั้งน้ำตา ยอมรับถึงแรงกดดันมหาศาล พร้อมขอโทษผู้เกี่ยวข้องและยืนยันว่าต้องการพิสูจน์เรื่อง DNA โดยขณะนั้นเขายังกล่าวถึงความเครียดของครอบครัวและผลกระทบต่ออาชีพอย่างชัดเจน
กระแสดราม่ายังลามไปถึงครอบครัว โดยมีรายงานในเดือนกันยายน 2553 ว่า มารดาของฟิล์มเกิดความเครียดอย่างหนักจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
“เฮียฮ้อ” กับคำสอนที่ฟิล์มจำไม่ลืม
อีกมุมที่น่าสนใจจากการย้อนเปิดใจครั้งล่าสุด คือเบื้องหลังเหตุผลที่ฟิล์มเลือกไม่ออกมาต่อสู้กับทุกกระแสในเวลานั้น
เจ้าตัวเล่าถึงคำสอนจาก “เฮียฮ้อ” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ผู้บริหารอาร์เอสในขณะนั้น โดยสาระสำคัญคือ เมื่อฟิล์มยอมรับว่าตัวเองมีส่วนทำให้เรื่องเกิดขึ้น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่พยายามหาทางเอาชนะอีกฝ่าย แต่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และเมื่อพูดต่อสาธารณะต้อง ให้เกียรติผู้หญิงและให้เกียรติสังคม
คำสอนดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฟิล์มบอกว่าเลือกแบกรับกระแสในเวลานั้น ก่อนถอยออกไปตั้งหลักชีวิตใหม่
เจ็บที่สุดไม่ใช่งานหาย แต่ “พ่อแม่ถูกด่า”
แม้การสูญเสียงานและชื่อเสียงจะหนักหนาสาหัส แต่สิ่งที่ฟิล์มย้อนมองว่าเจ็บปวดมากกว่านั้น คือการเห็นกระแสโจมตีลุกลามไปถึงครอบครัว
ภาพของเหตุการณ์เมื่อปี 2553 สอดคล้องกับข่าวในช่วงเวลานั้นที่ครอบครัวของฟิล์มได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมารดาเคยออกมาเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ DNA เพื่อให้เกิดความกระจ่าง พร้อมกล่าวถึงความทุกข์และความเครียดที่เกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัว
หลังมรสุมใหญ่ ฟิล์มตัดสินใจลาบวช ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อและตั้งหลักที่ประเทศอังกฤษ แล้วจึงค่อยกลับเข้าสู่วงการอีกครั้งในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องระบุให้ชัดคือ ข้อพิพาทเรื่องความเป็นบิดาในเวลานั้นไม่ควรถูกนำมาสรุปใหม่จากกระแสสังคมเพียงอย่างเดียว เพราะข่าวย้อนหลังมีข้อมูลและคำกล่าวจากหลายฝ่ายแตกต่างกัน และในปี 2561 แอนนี่ บรู๊ค ยังเคยให้สัมภาษณ์ถึงข้อสงสัยเรื่องการตรวจ DNA อีกครั้ง
16 ปีผ่านไป เรื่องราวที่ครั้งหนึ่งเคยกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศจึงถูกหยิบกลับมามองอีกครั้งในฐานะบทเรียนของคนดังที่ชีวิตสามารถเปลี่ยนจาก “จุดสูงสุด” สู่ “จุดต่ำสุด” ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และเป็นภาพสะท้อนว่าคำตัดสินของสังคมสามารถสร้างผลกระทบต่อทั้งเจ้าตัว อาชีพ และครอบครัวได้รุนแรงเพียงใด
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: บทสัมภาษณ์ ฟิล์ม รัฐภูมิ, รายงานข่าวเหตุการณ์เดือนกันยายน 2553 จาก Sanook, คมชัดลึก, ข่าวสด, Daradaily และข้อมูลข่าวย้อนหลังเกี่ยวกับกรณีการพิสูจน์ DNA
