วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2569
เรื่องราวสุดประทับใจของ เดเรก พรู (Derek Prue) คุณพ่อชาวแคนาดา กลายเป็นกระแสชื่นชมไปทั่วโลก หลังตัดสินใจยอมผ่านความเจ็บปวดจากการสักเป็นเวลารวมกว่า 30 ชั่วโมง เพื่อสร้างรอยสักที่มีลักษณะเหมือน ปานกำเนิด (Birthmark) ของลูกชายวัย 8 ขวบ ให้มากที่สุด
เดเรกเล่าว่า ลูกชายชื่อ เจอาร์ (JR) เกิดมาพร้อมปานขนาดใหญ่บริเวณลำตัว ทำให้เด็กน้อยรู้สึกไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเอง และมักปฏิเสธที่จะถอดเสื้อทุกครั้งเมื่อไปว่ายน้ำหรือเล่นกิจกรรมกับเพื่อน
เมื่อเห็นลูกต้องใช้ชีวิตด้วยความกังวล คุณพ่อจึงตัดสินใจทำบางสิ่งที่ไม่ธรรมดา โดยร่วมกับภรรยาถ่ายภาพปานของลูกในหลายมุม ก่อนนำภาพทั้งหมดไปให้ช่างสักออกแบบลวดลายให้ใกล้เคียงกับรอยปานของลูกมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม รอยสักดังกล่าวไม่สามารถทำเสร็จได้ภายในวันเดียว เพราะต้องใช้เวลารวมกว่า 30 ชั่วโมง และสักบริเวณซี่โครง ซึ่งเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่เจ็บที่สุดของร่างกาย
เดเรกเปิดเผยว่า เพียงการสักครั้งแรกนาน 4 ชั่วโมง ก็ทำให้เขาแทบหมดแรงและคิดว่าการสักเสร็จแล้ว แต่ช่างกลับบอกว่านั่นเป็นเพียงการลงโครงร่างเท่านั้น หลังจากนั้นต้องทยอยสักอีกหลายครั้ง บางวันใช้เวลาต่อเนื่องถึง 6 ชั่วโมง จนต้องหยุดพักเพราะทนความเจ็บไม่ไหว
แม้ต้องเผชิญกับความทรมาน แต่เขาไม่เคยคิดล้มเลิก เพราะมีเป้าหมายเดียวคือ อยากให้ลูกชายรู้สึกว่าตนเองไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น
วินาทีที่ทำให้หัวใจพ่อเต็มอิ่ม
เมื่อรอยสักเสร็จสมบูรณ์ เดเรกพาลูกชายไปว่ายน้ำที่โรงแรม ก่อนถอดเสื้อเผยให้เห็นรอยสักที่เหมือนกับปานของลูกแทบทุกจุด
เด็กชายถึงกับนิ่งอึ้ง ก่อนถามพ่อด้วยรอยยิ้มว่า
“นี่ของจริงใช่ไหมพ่อ?”
นับตั้งแต่วันนั้น เด็กน้อยกลับมามั่นใจในตัวเองอีกครั้ง กล้าถอดเสื้อเล่นน้ำอย่างมีความสุข และมักขอดูรอยสักของคุณพ่อด้วยความภูมิใจอยู่เสมอ
“ความแตกต่างไม่ใช่เรื่องผิด”
เดเรกฝากข้อคิดว่า
“การที่คนเราแตกต่างจากคนอื่น ไม่ใช่เรื่องผิด ทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงเวลาที่รู้สึกไม่มั่นใจ และถ้าเราสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อให้อีกคนรู้สึกดีขึ้นได้ นั่นคือสิ่งที่มีค่ามาก”
พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า
“สำหรับผม สิ่งที่ทำลงไป มอบรางวัลให้หัวใจของผม มากกว่าสิ่งที่ลูกได้รับเสียอีก”
เรื่องราวดังกล่าวได้รับเสียงชื่นชมจากผู้คนทั่วโลกว่า เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ ความรัก ความเสียสละ และพลังของครอบครัว ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างแท้จริง
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: TODAY และ CBC
