ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงาครั้งแรก ถึงประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคม โดยมองว่ารัฐบาลพยายามลดแรงเสียดทาน หลังมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมภายใน 90 วัน
นายวีระยุทธระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมีประเด็นใหญ่ซ้อนอยู่ 2 ชั้น ได้แก่ ชั้นแรกคือการที่โครงการแลนด์บริดจ์อยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งมีลักษณะคล้ายโครงการ EEC ในภาคตะวันออก ที่ให้อำนาจพิเศษในการยกเว้นกฎหมายหลายด้าน จึงมีความเสี่ยงจะเกิดปัญหาซ้ำรอย เช่น การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ส่วนชั้นที่สองคือปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยรายงานล่าสุดชี้ให้เห็นว่าโครงการมีความเสี่ยงด้านความคุ้มค่าทางการเงิน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 4% และมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบกว่า 40,000 ล้านบาท ทำให้การดึงดูดการลงทุนเป็นไปได้ยาก รัฐบาลจึงนำปัจจัยอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มาใช้ประกอบเหตุผล
อย่างไรก็ตาม นายวีระยุทธแสดงความกังวลว่า การอ้างปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพามหาอำนาจมากเกินไป และเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานและยุทธศาสตร์ในอนาคต จึงเสนอว่าหากจะเดินหน้าโครงการ ควรใช้โอกาสนี้วางยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเปิดให้หลายประเทศร่วมลงทุน
ด้านนางสาวภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรใช้โครงการแลนด์บริดจ์เป็นเพียงเครื่องมือขายฝันให้กับประชาชนภาคใต้ โดยยังไม่มีความชัดเจนถึงรายละเอียดและผลกระทบที่แท้จริง พร้อมตั้งคำถามว่าเม็ดเงินทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นนั้นจะตกอยู่กับใคร และจะมีหลักประกันหรือไม่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในโครงการ EEC จะไม่เกิดซ้ำ
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมเปิดเผยว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ในพื้นที่อ่าวเคย จังหวัดระนอง ผ่านบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่รู้จักกันในชื่อ “อาม่า”
นางสาวภคมนยังวิจารณ์การชี้แจงของนายกรัฐมนตรี กรณีถูกตั้งคำถามเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้ทุนต่างชาติ โดยระบุว่า การใช้ภาพลักษณ์ความเป็น “คนดี” มาเป็นหลักประกันนั้นไม่เพียงพอ แต่ควรมีข้อมูลและข้อเท็จจริงมายืนยันอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลควรแสดงความจริงใจและความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากกว่านี้
สำนักข่าววิหคนิวส์
