วันที่ 27 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสและอดีตหัวหน้าองค์คณะศาลฎีกา เผยแพร่บทความวิเคราะห์กรณีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 7/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 73/2569 ซึ่งมีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จังหวัดยะลา จำนวน 4 ราย เป็นเวลา 10 ปี จากกรณีสมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนน
ข้อมูลคำพิพากษาที่สำนักข่าวอิศรารายงานเมื่อวันที่ 26 กันยายน ระบุว่า ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของผู้สมัครทั้ง 4 รายเข้าข่ายทุจริตในการเลือก สว. ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
เปิดพฤติการณ์จับคู่แลกคะแนน
วัสอธิบายว่า ระบบการได้มาซึ่ง สว. ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเอง โดยมุ่งให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างอิสระและเป็นความลับ แต่ในทางปฏิบัติอาจเกิดการตกลงแลกคะแนนระหว่างผู้สมัคร ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสุจริตและความเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก
ในคดียะลา มีพฤติการณ์สำคัญที่ปรากฏในรายงานคำพิพากษา ได้แก่
- ผู้สมัครสองรายนัดพบกันที่ร้านอาหาร และมีข้อความทางไลน์ย้ำการตกลงเลือกหมายเลขของกันและกัน
- ผู้สมัครอีกคู่หนึ่งมีการพูดคุยในลักษณะตกลงว่าแต่ละฝ่ายจะเลือกอีกฝ่าย โดยมีข้อความว่า “ฉันเลือกเธอ เธอเลือกฉัน ใครไม่เลือกเป็นหมา”
- หลังการลงคะแนน มีกรณีที่ผู้สมัครรายหนึ่งไม่ได้ลงคะแนนให้บุคคลที่ตกลงกันไว้ และมีการกล่าวถึงตำแหน่งที่ปรึกษาในภายหลัง
ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์และพยานหลักฐานดังกล่าว ก่อนพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสี่รายเป็นเวลา 10 ปี
ประเด็นสำคัญ: ไม่จำเป็นต้องมีการจ่ายเงิน
วัสให้ความสำคัญกับหลักกฎหมายว่า การทุจริตในการเลือก สว. ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการจ่ายเงินหรือให้ทรัพย์สิน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่ามีการแสวงหาคะแนนด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เขาเห็นว่า การตกลงแลกคะแนนอาจทำให้ผู้สมัครบางรายได้เปรียบผู้สมัครรายอื่น และขัดต่อเจตนารมณ์ของระบบที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกใช้วิจารณญาณอย่างอิสระ
บทความยังชี้ถึงประเด็นการอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย หรือเข้าใจว่าการแลกคะแนนสามารถทำได้ โดยวัสมองว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นเหตุยกเว้นความรับผิดได้โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ การวินิจฉัยความผิดต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละคดี
จากคดีชลบุรีสู่คดียะลา
วัสเชื่อมโยงคำพิพากษาคดียะลากับคดีเลือก สว. ก่อนหน้านี้ โดยกล่าวถึงคดีชลบุรี หมายเลขดำที่ ลต สว 47/2568 ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวกับการจับคู่แลกคะแนนผ่านข้อความสนทนา และถูกใช้เป็นกรณีศึกษาถึงการพิจารณาพยานหลักฐานเกี่ยวกับการตกลงแลกคะแนน
เขายังกล่าวถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. จำนวนมาก ซึ่งอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดี โดยตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างการดำเนินคดีผู้สมัครรายบุคคลกับคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายขนาดใหญ่
ตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีฮั้ว สว.
อีกประเด็นหนึ่งในบทความ คือการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. จำนวนมาก วัสกล่าวถึงมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งตามข้อมูลที่เขานำเสนอ มีการส่งรายชื่อบุคคล 77 รายชื่อ โดยเป็น สว. 26 คน ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา
วัสตั้งข้อสังเกตถึงความรวดเร็วและความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมแสดงความกังวลว่า หากการดำเนินคดีในกรณีที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากไม่สามารถทำให้ข้อเท็จจริงได้รับการวินิจฉัยอย่างครบถ้วน อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อกระบวนการเลือก สว.
บทสรุป
วัส ติงสมิตร มองว่าคำพิพากษาคดียะลาเป็นกรณีสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการพิจารณาพฤติการณ์จับคู่แลกคะแนนในการเลือก สว. โดยไม่จำกัดการตรวจสอบไว้เฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน พร้อมเรียกร้องให้การบังคับใช้กฎหมายกับกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. เป็นไปอย่างเสมอภาคและเป็นไปตามพยานหลักฐาน
สำนักข่าววิหคนิวส์
#เลือกตั้งสว #ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง #จับคู่แลกคะแนน #ทุจริตเลือกตั้ง #ข่าวการเมือง #ศาลฎีกา #กกต #สว2567 #วัสติงสมิตร #สำนักข่าววิหคนิวส์
