27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.15 น. สัญญาณเตือนฐานะการคลังไทยดังขึ้นอีกครั้ง หลังมีรายงานจากกระทรวงการคลังถึงความเสี่ยงจากการดำเนินโครงการตาม มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ซึ่งเปิดทางให้รัฐบาลมอบหมายหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินนโยบายไปก่อน แล้วรัฐบาลตั้งงบประมาณชดเชยภายหลัง
ตัวเลขล่าสุด ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 พบภาระทางการคลังตามมาตรา 28 คงค้างถึง 1,133,751 ล้านบาท หรือกว่า 1.13 ล้านล้านบาท เพิ่มจาก 1,004,391 ล้านบาทเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2566 และถือเป็นระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์
จ่อชนเพดาน! เหลือช่องอีกไม่ถึง 2%
จุดที่ต้องจับตาคือ หนี้ก้อนดังกล่าวคิดเป็น 30.21% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขณะที่กรอบที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดไว้คือ ไม่เกิน 32% เท่ากับพื้นที่สำหรับสร้างภาระเพิ่มเติมเหลือค่อนข้างจำกัด
ต้นเหตุสำคัญมาจากการอนุมัติโครงการใหม่ในระดับสูง โดยปีงบประมาณ 2568 มีการอนุมัติโครงการใหม่ตามมาตรา 28 ประมาณ 160,627 ล้านบาท และภาระส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับมาตรการช่วยเหลือภาคเกษตร โดยเฉพาะโครงการในลักษณะเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า
ที่หนักกว่านั้นคือ ยอดคงค้างเฉพาะต้นเงินของโครงการลักษณะ อุดหนุนแบบให้เปล่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 อยู่ถึง 806,803 ล้านบาท หรือประมาณ 71.16% ของภาระทางการคลังตามมาตรา 28 ทั้งหมด
ยิ่งน่าห่วง! หนี้เพิ่ม แต่งบใช้คืนกลับลด
ภาพที่สวนทางกันอย่างชัดเจนคือ ในขณะที่ยอดภาระสะสมทะยานขึ้น รัฐบาลกลับจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยภาระดังกล่าวลดลง
ปีงบประมาณ 2567 ตั้งไว้ 79,282 ล้านบาท ก่อนลดลง และในปีงบประมาณ 2569 เหลือเพียง 58,249 ล้านบาท หรือ 1.54% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
พูดง่ายๆ คือ สร้างภาระใหม่หลักแสนล้าน แต่เงินที่ตั้งไว้ทยอยชำระคืนกลับมีเพียงหลักหมื่นล้านต่อปี หากแนวโน้มนี้ลากยาว ภาระที่ยังไม่ถูกชำระก็จะกินพื้นที่งบประมาณของรัฐบาลในอนาคตมากขึ้น
ทำไม “หนี้ ม.28” ถึงน่าจับตา?
หนี้มาตรา 28 ไม่เหมือนการที่รัฐบาลออกพันธบัตรกู้เงินโดยตรง แต่เป็นลักษณะ นโยบายกึ่งการคลัง เช่น รัฐบาลมอบหมายให้ธนาคารของรัฐหรือหน่วยงานรัฐดำเนินโครงการแทนก่อน จากนั้นรัฐบาลจึงทยอยตั้งงบประมาณชดเชยต้นทุนหรือความเสียหายภายหลัง
ดังนั้น แม้ภาระทั้งหมดจะไม่ได้ถูกนับเป็น “หนี้สาธารณะ” ทันทีทุกบาท แต่สุดท้ายรัฐบาลยังมีพันธะต้องหาเงินมาชดเชยในอนาคต จึงเปรียบได้กับการดึงพื้นที่ทางการคลังในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีการออกหลักเกณฑ์ควบคุมการใช้มาตรา 28 เข้มขึ้น โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงโครงการใหม่ที่เป็นการ อุดหนุน ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรง และกำหนดให้พิจารณาความจำเป็น ความคุ้มค่า ตลอดจนภาระที่จะตกแก่รัฐอย่างรอบคอบ
ตัวเลข 1.13 ล้านล้านบาท จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางบัญชี แต่คือภาระที่รัฐบาลในอนาคตต้องทยอยจัดงบประมาณมาชำระ และทุกบาทที่ต้องนำไปเคลียร์ภาระเก่า ย่อมหมายถึงพื้นที่สำหรับนโยบายใหม่ การลงทุน และการแก้ปัญหาอื่นของประเทศที่ลดลง
คำถามใหญ่จึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะหยุดสร้างภาระใหม่และเร่งเคลียร์ของเก่าได้เร็วแค่ไหน ก่อนตัวเลข 30.21% จะขยับเข้าใกล้เพดาน 32% มากกว่านี้
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: รายงานกระทรวงการคลังเกี่ยวกับความเสี่ยงทางการคลังและโครงการตามมาตรา 28, สำนักข่าวอิศรา, ThaiPublica และกรุงเทพธุรกิจ
