วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 น.
สถานการณ์ในทะเลดำตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลัง The Wall Street Journal (WSJ) เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งคำเตือนไปยังรัฐบาลยูเครนให้ หลีกเลี่ยงการโจมตีเรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่ได้เป็นของรัสเซีย หลังเหตุโจมตีด้วยโดรนใกล้ท่าเรือ โนโวรอสซีสก์ (Novorossiysk) ส่งผลกระทบต่อเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำ รวมถึงเรือที่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Chevron เช่าใช้งานอยู่
รายงานระบุว่า การโจมตีดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนต่อการขนส่งน้ำมันผ่าน Caspian Pipeline Consortium (CPC) ซึ่งเป็นเครือข่ายท่อส่งน้ำมันสำคัญที่ลำเลียงน้ำมันจากแหล่ง Tengiz ในคาซัคสถาน ผ่านรัสเซียออกสู่ทะเลดำ ก่อนส่งต่อไปยังตลาดยุโรป โดยเส้นทางนี้คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของอุปทานน้ำมันโลก และเป็นทางเลือกสำคัญในการลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียของยุโรป
แหล่งข่าวระบุว่า ไมค์ เวิร์ธ (Mike Wirth) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Chevron ได้เข้าหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดกับทรัพย์สินของบริษัทในคาซัคสถาน รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน หากการโจมตีในทะเลดำยังดำเนินต่อไป
ภายหลังการหารือ ทำเนียบขาวได้ประสานกับภาคอุตสาหกรรมพลังงาน และส่งสารไปยังยูเครนว่า การโจมตีเรือที่ไม่ใช่ของรัสเซียเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากอาจกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันของคาซัคสถาน และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตลาดพลังงานโลกและยุโรป
ย้อนปมเดิม
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อการโจมตีบริเวณท่าเรือโนโวรอสซีสก์ โดยก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี 2569 มีรายงานว่าสหรัฐฯ เคยส่งสารทางการทูตถึงยูเครน หลังการโจมตีในพื้นที่ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของ CPC ซึ่งมีบริษัทอเมริกันร่วมลงทุนอยู่
นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนยูเครนกับการปกป้องผลประโยชน์ด้านพลังงานของตนเองและพันธมิตรยุโรป ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง
The Wall Street Journal (WSJ)
Kyiv Post
