เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นเรื่องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า เป็นสิทธิ์ตามกระบวนการทางกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าการออก พ.ร.ก. ดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก ซึ่งกระทบโดยตรงต่อประชาชน ต้นทุนภาคการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โฆษกรัฐบาลระบุว่า หากไม่เร่งดำเนินมาตรการ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงของภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับเศรษฐกิจถดถอยในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงและแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น
สำหรับแนวทางการใช้เงินกู้ รัฐบาลกำหนดไว้ 2 ด้านหลัก ได้แก่ การเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดต้นทุนภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังชี้แจงถึงข้อเสนอที่ให้ใช้กระบวนการงบประมาณปกติว่า ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายถูกจัดสรรล่วงหน้าและอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ การปรับเปลี่ยนต้องใช้เวลาและอาจไม่ทันต่อการรับมือวิกฤตในปัจจุบัน
ทั้งนี้ การดำเนินการผ่าน พ.ร.ก. ถูกย้ำว่าอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และทุกโครงการจะผ่านกระบวนการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้วางไทม์ไลน์ช่วยเหลือประชาชนอย่างชัดเจน อาทิ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส-คนละครึ่ง” ที่ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ รวมถึงการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อเร่งกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว
โฆษกรัฐบาลย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ตัดสินใจบนพื้นฐานของความจำเป็นในการดูแลประชาชนและประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤต โดยทุกขั้นตอนมุ่งเน้นความรวดเร็ว ควบคู่ความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะที่ฝ่ายค้านย่อมมีดุลพินิจที่แตกต่างกันไป
สำนักงานวิหคนิวส์
