ข่าวประจำวัน » ด่วน ปปช.มีมติ !! ตั้ง กก.สอบ อนุทินพร้อมพวก หลังอดีตหน.สนง.ประธานองคมนตรี ร้องสอบทำเสียหาย1.8แสนล้าน

ด่วน ปปช.มีมติ !! ตั้ง กก.สอบ อนุทินพร้อมพวก หลังอดีตหน.สนง.ประธานองคมนตรี ร้องสอบทำเสียหาย1.8แสนล้าน

16 April 2026
113   0

นายไพศาล พืชมงคล นักกฏหมาย ระบุว่า

ด่วนมาก

เย้ยฟ้าท้าดิน ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาแม้แต่กฎหมาย สักวันจะเป็นเรื่อง

 ปปช มีมติ ตั้งคณะกรรมการไต่สวน กรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ร้องขอให้ ปปช. ไต่สวนกรณี การท่าอากาศยาน ลดผลประโยชน์ในการใช้พื้นที่ร้านค้าปลอดภาษี ให้แก่เอกชนเป็นเงินถึง 180,000 ล้านบาท ทั้งๆที่ป.ป.ช พึ่งมีหนังสือไปเตือนรัฐบาล ให้มีมาตรการในการดูแลผลประโยชน์ของรัฐ แต่ก็หามีใครใส่ใจไม่

เรื่องนี้นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์และพลเรือเอกพะจุณ ตามประทีป อดีตเลขานุการส่วนตัวประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ร่วมกันยื่นคำร้องต่อปปช.เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ในกรณีที่ปปช.ชี้มูลความผิด ก็สามารถส่งเรื่องไปยังศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดำเนินคดีอาญากับ ครม.ทั้งคณะและให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายจะปรากฏให้เห็นได้หรือไม่ก็คอยดูกันต่อไป

กรณีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อ

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) พลเรือเอกพระจุณ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานอวคมนตรี แบะ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะกรรมการ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และผู้เกี่ยวข้อง กรณีมีพฤติการณ์ส่อเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน

กรณีเพิกเฉยต่อคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำให้รัฐเสียหาย 1.8 หมื่นล้านบาท/ปี และฝ่าฝืน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561

“เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2568 คณะรัฐมนตรีได้ประชุมมีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารให้กับคู่สัญญาของ ทอท. ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ และให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นหน่วยงำนหลัก รับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงคมนาคม

สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงการคลังสรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

แต่หลังจากนั้นปรากฎว่าบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้ประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เป็นการดำเนินการ โดยเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ทอท. เพื่อพิจารณาอนุมัติ และได้ดำเนินการแก้ไขสัญญาโดยอาศัยมติที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท. ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนดใน TOR และในสัญญาฉบับก่อนแก้ไข รวมถึงการขยายระยะเวลาของสัญญาด้วย

การแก้ไขสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้น โดยการประชุมของคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และอนุมัติให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) แก้ไขสัญญาได้ ซึ่งเลขานุการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสืออนุมัติให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) แก้ไขสัญญาได้ ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ทอท. 22033/2568 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2568 แจ้งไปยังกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

กรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อรายได้ของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ และขัดต่อกฎหมายอีกหลายฉบับ ดังเช่นกรณีที่ ป.ป.ช.ได้อ้างถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 32 บัญญัติว่า

“คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการในเรื่องดังต่อไปนี้

(1) ปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริต การกระทาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

(2) จัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเข้มงวด

(3) เสนอแนะให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ มาตรการใดที่เป็นช่องทางให้มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีต่อราชการได้

ในการจัดทำมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเรื่องที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด

เมื่อองค์กรตามวรรคหนึ่งได้รับแจ้งมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบต่อไป ทั้งนี้ ไม่เกินเก้าสิบ (90) วันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.”

หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 แล้ว ปรากฏว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ดำเนินการภายใน 30 วัน ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ อีกทั้งยังปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนพ้นกำหนด 90 วัน โดยที่ไม่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และไม่มีเหตุผลอันสมควร จนเกิดความเสียหายปีละ 18,000 ล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ช.สามารถรายงานต่อรัฐสภา ตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีอำนาจไต่สวน เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาแก่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทุกคนในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นกำรปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการเพิกเฉยต่อคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 18,000 ล้านบาท

และยังอาจเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ที่ระบุชัดเจนว่าการแก้ไขสัญญาต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังและผลประโยชน์ตอบแทนของรัฐเป็นสำคัญ ซึ่งการไม่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ดังกล่าว ทำให้มีการแก้ไขสัญญาที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทำกับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสำระสำคัญของสัญญา อันมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรได้รับหรือก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สิน หรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐเป็นอย่างมาก เกิดความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ ถือเป็นการฝ่าฝืนหลักการบริหารงบประมาณ และความคุ้มค่าตามกฎหมายฉบับดังกล่าวด้วย