เดลินิวส์ – ปปง. มีมติไม่ปลดคำสั่งอายัดทรัพย์สิน 13,074 ล้าน ก๊วน ‘เบนสมิธ-ก๊กอาน-ยิมเลียก-เฉินจื้อ’
“ปปง.” มีมติไม่ปลดคำสั่งอายัดทรัพย์สินกว่า 13,074 ล้านบาทของก๊วน “เบนสมิธ-ก๊กอาน-ยิมเลียก-เฉินจื้อ” หลังคำชี้แจงทรัพย์สินฟังไม่ขึ้น เดินหน้าสรุปสำนวนรายการทรัพย์สินส่ง “อัยการ” เสนอ “ศาล” มีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ก่อนให้ศาลมีคำสั่งชดใช้เฉลี่ยคืนคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย
ภายหลังจากเมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 ก.พ. กลุ่มผู้เสียหายในคดีอาชญากรรมทางออนไลน์ อาทิ คดีไฮบริดสแกม สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ หลอกลงทุน โรแมนซ์สแกม โดยมีเครือข่ายผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยหนึ่งในนั้นคือรายคดีของนายก๊ก อาน (MR.KOK AN) กับพวก อย่างนายเบนสมิธ นายยิมเลียก รวมมูลค่าความเสียหายในส่วนของผู้ร้องกว่า 500 ล้านบาท ได้รวมตัวการเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. และคณะกรรมการธุรกรรม เพื่อขอให้มีมติไม่เพิกถอนคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สิน เนื่องจากรายการทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมได้ยึดและอายัดไว้ก่อนหน้านี้ จำนวนกว่า 10,000 ล้านบาท เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด จึงเห็นควรว่า เมื่อครบระยะเวลา 90 วันตามที่ ปปง. ได้แจ้งให้เจ้าของทรัพย์สินมาชี้แจงการได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดครบถ้วนแก่เวลาแล้ว ปปง. จะต้องสรุปสำนวนรายการทรัพย์สินไปยังพนักงานอัยการ เพื่อพนักงานอัยการเสนอต่อศาลขอให้มีการนำทรัพย์สินมาชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย ตามขั้นตอนการประกาศคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย เนื่องด้วยผู้เสียหายได้รับแจ้งเบาะแสว่านายเบนสมิธ และพวก ได้มีการพยายามส่งผู้แทนมากดดันการมีมติของคณะกรรมการธุรกรรม เพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนกฎอายัดทรัพย์สิน จึงกลายเป็นข้อกังวลของผู้เสียหายว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 17.00 น. สำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 ก.พ.69 โดยมีรายคดีสำคัญที่คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ในคดีสำคัญ 4 รายคดี รวมมูลค่า ประมาณ 13,074 ล้านบาท ดังนี้ 1.รายคดี น.ส.แตงไทย (สงวนนามสกุล) กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยา (สงวนนามสกุล) MR.SMITH BEN และ น.ส.แคทรียา กับพวก ได้หลอกลวงผู้เสียหาย มีข้อมูลเชื่อมโยง นายยิม เลียก และพบข้อมูลการทำธุรกรรมเชื่อมโยงไปยังนายเบน สมิธ ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 68 รายการ (ย.300 – 302/2568 และ ย.305/2568 เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท
2.รายคดี นายเฉิน จื้อ กับพวก สำนักงาน ปปง. ได้ตรวจสอบพบข้อมูลเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยง นายเฉิน จื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติในประเทศกัมพูชา ซึ่งผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 96 รายการ (ย.293/2568 เช่น ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับ) รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท
3.รายคดี นายก๊ก อาน กับพวก สืบเนื่องจากกรณีการจับกุมผู้กระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ซึ่งผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 89 รายการ (ย.297/2568 เช่น ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท
4.รายคดี นายเอื้ออังกูร กับพวก กรณี กลุ่มมิจฉาชีพชักชวนให้ประชาชนลงทุนเทรดหุ้น ผ่านกลุ่มไลน์ ซึ่งผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 31 รายการ (ย.296/2568 เช่น เงินสด และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท
อนึ่ง ในรายคดีดังกล่าวข้างต้น หากมีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลนำเงินหรือทรัพย์สินในรายคดีดังกล่าว มาคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
แหล่งที่มา : เดลินิวส์
