สำนักข่าวแนวหน้า – คณะตรวจสอบ จี้ กกต. เรียก พรรคการเมือง แจง งบประชานิยม ใน 3 วัน
วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นายสมชาย แสวงการ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายคมสัน โพธิ์คง ยื่นหนังสือร้องเรียน ต่อกกต. เพื่อให้ดำเนินการสอบกรณีนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง โดยให้เวลา 3 วัน หากไม่ดำเนินการจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
โดยนายชาญชัย ระบุในหนังสือคำร้องตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสอบและทราบจากการชูนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลายพรรคที่เป็นนโยบายประชานิยมพบว่ามีการแจ้งใช้เงินเพื่อทำนโยบายมาจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน และระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะใช้ทำนโยบบาย ว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไร หรือ ถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติมจะต้องมีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าใด อย่างไรบ้าง ซึ่งจากการพิจารณาตามแผนการคลังระยะปานกลาง ประจำปีงบประมาณ 2570 – 2573 จะเห็นว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ (จีดีพี) ใกล้เต็มเพดานตามกฎหมาย 70% แล้ว แทบไม่มีวงเงินเหลือให้นำมาใช้ในการประชานิยมได้อีก
“นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยมโดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน ทั้ง รายจ่ายภาครัฐ รายได้ของรัฐ กระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะการดำเนินนโยบายต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี หากไม่มีมาตรการควบคุมรายจ่าย และมาตรการเพิ่มรายได้อย่างจริงจัง อาจกระทบกับความน่าเชื่อถือของประเทศโดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2570 อยู่ระดับที่69.36% เท่ากันเหลือไม่ถึง 1% ที่จะกู้ได้” นายชาญชัย ระบุ
นายชาญชัย ระบุอีกว่า นอกจากเงินในงบประมาณแล้ว นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลัง ซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน ตามมาตรา 28 แห่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 เช่น นโยบายที่เกี่ยวกับการลดหนี้ พักหนี้ และยกหนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค หรือ นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า หรือแจกเงิน นโยบายประกันรายได้ให้เกษตรกร และนโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม ซึ่ง สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มาตรา 28 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี
“เป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต.ที่ต้องตรวจสอบระงับยับยั้ง หรือดำเนินการในสิ่งที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ตามความผิดฐานนั้นๆ ดังนั้นขอให้ กกต. มีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา เพื่อยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน นับวันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าว ข้าพเจ้าจะใช้สิทธิในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป” นายชาญชัย ระบุ
แหล่งที่มา : สำนักข่าวแนวหน้า
