ข่าวประจำวัน » นักการเมืองฉาวอีก !! เจอหลักฐานเงินเป็นฟ้อนรับสินบน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์

นักการเมืองฉาวอีก !! เจอหลักฐานเงินเป็นฟ้อนรับสินบน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์

27 January 2026
131   0

The Room 44 – ฉาวอีก! เปิดหลักฐาน “นักการเมือง” รับสินบน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์

วันที่ 26 ม.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Hathairat Phaholtap โพสต์ข้อความ ระบุว่า เปิดหลักฐานนักการเมืองรับสินบน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก The Isaan Record มีรายละเอียดว่า The Isaan Record ได้หลักฐานจากสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มีนักการเมือง 2 คนและข้าราชการระดับสูงอีก 5 คน รับสินบนเป็นเงินสดบรรจุในกล่องจากนายหน้าของบริษัทผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในประเทศฟินแลนด์ พร้อมบทสนทนาจากแชตไลน์ที่นายหน้านำเงินไปให้อดีต รมว.แรงงาน รวมสินบนกว่า 36 ล้านบาท

ข้อมูลนี้ตรงกับที่สื่อฟินแลนด์ได้ข้อมูลระหว่างที่อัยการให้ข้อมูลในศาลคดีค้ามนุษย์ว่า นายหน้าชาวไทยแอบเก็บเงินคนละ 2,000 บาทจากแรงงานเป็นค่าเอกสารออกนอกประเทศจากกระทรวงแรงงาน

แม้ตอนนี้ในฟินแลนด์จะมีการฟ้องร้องบุคคลที่หลอกใช้แรงงานจากอีสานในคดีค้ามนุษย์ แต่ในประเทศไทยกลับไม่มีการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องแม้แต่คนเดียว ในขณะที่แรงงานที่ถูกหลอกยังคงเผชิญกับภาวะหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อไปเก็บเบอร์รี่ป่า

ที่มาของการหลอกลวง

คำโฆษณาชวนเชื่อของนายหน้าจากบริษัท ซีเอช ฟิวเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยร่วมหุ้นกับบริษัทอาร์คติค อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (Arctic International Group) ประเทศฟินแลนด์ที่มาเชิญชวนถึงบ้านว่า

“ถ้าไปเก็บสตรอว์เบอร์รี่ในฟาร์มที่ฟินแลนด์เพียงแค่ 3 เดือนจะได้เงิน 3 แสนบาท จ่ายค่าดำเนินการ 75,000 บาท รับประกันว่า ถ้าไม่ได้ค่าตอบแทนจำนวนนั้นอย่างน้อยก็ได้ 150,000 บาท และมีเงินจากกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานให้คนละ 30,000 บาท”

เป็นแรงจูงใจให้ มะลิวรรณ อาธนู วัย 50 ปี ชาวอำเภอโคกโพธิ์ชัย จังหวัดขอนแก่น แม่เลี้ยงเดี่ยวที่เป็นเสาหลักของครอบครัวตัดสินใจไปเป็นแรงงานเก็บเบอร์รี่ไม่ยากนัก

เธอนำจึงโฉนดที่ดินไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เงินมา 3 แสนบาท เพื่อนำไปจ่ายค่านายหน้า 20,000 บาท ส่วนที่เหลือ 55,000 บาทนายหน้าจะหักหลังจากทำงาน

จากนั้นเธอจึงนำเงินไปซื้อของเพื่อเตรียมตัวไปทำงานฟินแลนด์อีก 4 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือแบ่งไว้ใช้ในยามฉุกเฉินและให้ลูกชาย 2 คนที่อยู่ในวัยเรียนใช้จ่ายระหว่างที่แม่ไม่อยู่

วันเดินทางไปทำงานฟินแลนด์ คือ 27 มิถุนายน 2565

มะลิวรรณจึงเต็มไปด้วยความหวังว่า จะหอบเงิน 3 แสนบาท กลับมาใช้หนี้และคาดหวังว่า อาชีพนี้จะเป็นเรือนตายให้เธอและครอบครัว แต่แล้วก็เป็นแค่ฝัน

“พวกเราถูกหลอกว่า ให้ไปเก็บสตรอว์เบอร์รี่ในฟาร์ม แต่ทำงานไปได้ระยะหนึ่งนายหน้ากลับโยกให้พวกเราไปเก็บเบอร์รี่ในป่า ซึ่งยากกว่ากันหลายเท่าและไม่ได้เงินอย่างที่เขาบอกไว้”มะลิวรรณเล่าปัญหาที่เกิดขึ้น

รายรับไม่เป็นดังฝัน

หลังทำงานผ่านไป 3 เดือน วันที่ 27 กันยายนปีเดียวกัน เป็นวันที่มะลิวรรณฝันว่า ดอกผลจากการทำงานหนักในป่าเบอร์รี่จะทำให้ออกผลงอกงาม ทว่าบริษัทฯ กลับแจ้งว่า รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเช่ารถ ฯลฯ ทำให้เธอเหลือค่าตอบแทนเพียง 320 ยูโร หรือ 12,000 บาท หรือ 1 ใน 27 เท่าของเงินที่คาดการณ์ไว้

เมื่อกลับเมืองไทยเธอจึงสอบถามไปยังนายหน้าที่พาไป ทว่านายหน้ากลับปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างว่า เป็นหน้าที่ของบริษัทที่ต้องดูแลความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่นายหน้า

เมื่อไม่ได้เงินตามที่ฝัน ชีวิตหลังกลับจากฟินแลนด์ก็ยังมีรายจ่าย แต่เธอไม่มีงานทำ มะลิวรรณจึงยืมเงินจากญาติพี่น้องและหนี้นอกระบบมาใช้จ่ายภายในครอบครัว ทำให้เธอมีหนี้ทั้งก่อนและหลังไปทำงานฟินแลนด์เป็นเงินรวมกว่า 6 แสนบาท (ไม่รวมดอกเบี้ย)

“ก่อนไปก็มีงานทำ หาเงินได้อย่างไม่ลำบาก มีบ้าน มีรถ แต่หลังกลับจากฟินแลนด์ ทุกวันนี้ต้องไปเจรจากับธนาคารเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้และขอผ่อนชำระหนี้” มะลิวรรณ เล่าความทุกข์

ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นทำให้มะลิวรรณร่วมมือกับอดีตแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อขอให้รัฐและนายหน้าชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ทว่าก็ยังไร้วี่แวว

นายหน้าอ้างกรมแรงงานห้ามคุยนักข่าว

ทีมข่าวเดินทางไปยังอำเภอแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เพื่อพบกับนายหน้าบริษัท ซีเอช ฟิวเจอร์ ซึ่งเป็นคนชักชวนให้มะลิวรรณ ไปเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์

ตอนแรกเธอยอมเปิดเผยชื่อและใบหน้า แต่หลังจากให้สัมภาษณ์ผ่านไป 1 สัปดาห์ เธอแจ้งทีมงานว่า เจ้าหน้าที่จากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานขอร้องไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

นายหน้าวัย 60 ปีเล่าว่า ก่อนจะมาทำงานเป็นนายหน้าเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน กระทั่งมีคนชวนมาเป็นล่ามให้กับชาวสวีเดนจึงได้รู้ว่า ตลาดแรงงานเก็บเบอร์รี่สามารถทำเงินให้เป็นกอบเป็นกำ

เมื่อปี 2552 เธอจึงลาออกจากงานประจำมาเป็นนายหน้าและเป็นผู้ดูแลแคมป์คนงานที่ประเทศสวีเดน ต่อมาจึงมีคนชักชวนให้มาทำงานร่วมกับบริษัทในประเทศฟินแลนด์

เธอเล่าอีกว่า ได้ทำงานร่วมกับบริษัท ซีเอช ฟิวเจอร์ จำกัด หลายปี โดยมี สุมิตรา มิ่งศุภกุล หรือ โอปอ เป็นนายจ้าง ซึ่งจัดหาแรงงานไทยไปเก็บเบอร์ป่ามานานกว่าสิบปี บางปีสามารถส่งแรงงานไปทำงานเก็บเบอร์รี่ป่าที่ฟินแลนด์เฉลี่ยปีละ 700-800 คน หรือบางปีสูงถึง 1,000 คน

กระทั่งจบฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ป่าปี 2565 ซึ่งเป็นฤดูกาลเดียวกับที่มะลิวรรณเดินทางไปทำงาน นายหน้าคนนี้จึงตัดสินใจไม่ทำงานร่วมกับบริษัทดังกล่าว โดยอ้างว่า ไม่อาจทนเห็นการเอารัดเอาเปรียบของนายจ้างที่ปฏิบัติต่อแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าได้

“สภาพความเป็นอยู่ของแคมป์คนงานที่ฟินแลนด์ในช่วงแรกแออัดมาก เพราะมีคนงาน 300 กว่าคน หนึ่งห้องจะต้องนอนรวมกันประมาณ 20 คน บางห้องก็เล็กมาก การทำงานขาดการจัดระเบียบและนายจ้างคนไทยก็ไม่มาดูแลคนงานเลย” นายหน้า อธิบายความเป็นอยู่ของแรงงาน

สิ่งที่นายหน้าเล่าตรงกับสิ่งที่ทีมงานฯ ได้รับการร้องเรียนจากมะลิวรรณเช่นเดียวกัน

“การจ่ายเงินก็ทำอย่างเร่งรีบ ตอนนั้นบริษัทจ่ายเป็นเงินสดในวันสุดท้ายก่อนแรงงานจะกลับไทยและไม่อนุญาตให้แรงงานถ่ายรูปเอกสารรายการบัญชีค่าใช้จ่าย ซึ่งคนงานบางคนกลับบ้านเหลือเงินเพียง 5,000 บาทก็มี ทั้งที่พวกเขาไปทำงานตั้ง 3 เดือน เมื่อหักค่าดำเนินการที่ค้างอยู่คนละ 55,000 บาท ทำให้บางคนแทบไม่เหลืออะไรเลย” นายหน้าของบริษัท ซีเอช ฟิวเจอร์ จำกัด เล่า

ตรวจสอบบริษัทส่งแรงงานไปฟินแลนด์

ทีมข่าวได้ตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์กรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พบว่า บริษัท ซีเอช ฟิวเจอร์ จำกัด มีที่ตั้งอยู่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จดทะเบียนประกอบธุรกิจเมื่อเดือนกันยายน 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท

ตามเอกสารระบุว่า บริษัทมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าเกี่ยวกับการจัดเก็บผลไม้ พืชสวน พืชไร่และผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยมี สุมิตรา มิ่งศุภกุล หรือ โอปอ เป็นหนึ่งในกรรมการ แต่ได้เลิกกิจการตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568

The Isaan Record ลงพื้นที่ตามที่อยู่ดังกล่าวพบว่า ที่ตั้งบริษัทเป็นบ้านพักสองชั้นอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งใกล้กับเทศบาลเมืองคูคต จังหวัดปทุมธานี ระหว่างลงพื้นที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ มีเพียงแม่บ้านที่ดูแลบ้านพักเท่านั้น

แม่บ้านบอกว่า บ้านหลังนี้เคยเป็นที่ตั้งบริษัท ซีเอช ฟิวเจอร์ จำกัด จริง และนายจ้าง ชื่อ สุมิตรา มิ่งศุภกุล ซึ่งจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศทุกปี เธอบอกว่า ขณะนี้นายจ้างได้ย้ายไปอยู่คอนโดแห่งหนึ่งที่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

วันต่อมาทีมงานได้กลับไปบ้านหลังนั้นอีกครั้ง แต่แม่บ้านปฏิเสธที่จะคุยกับทีมงานและรีบปั่นจักรยานไปหา รปภ.หน้าหมู่บ้านเพื่อแจ้งไม่ให้ทีมงานเข้ามาภายในหมู่บ้านอีก

จากนั้นทีมงานได้ติดต่อ สุมิตราทางโทรศัพท์ แต่ได้รับคำตอบว่า “ไม่สะดวกให้ข้อมูล”

บริษัท Arctic Group กับนายหน้าไทยตกเป็นผู้ต้องสงสัยค้ามนุษย์

ข้อมูลจากเอกสารสรุปผลการดำเนินงานตามแผนการพัฒนาเครือข่ายบูรณาการความร่วมมือของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประจำปีงบประมาณ 2567 ในการขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาจากอัยการสูงสุดมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (MLAT ขาเข้า) มีทั้งหมด 12 เรื่อง พบข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดการส่งแรงงานไปเก็บเบอร์รี่ป่าในฟินแลนด์และสวีเดนถึง 6 เรื่อง

หนึ่งในนั้นเป็นกรณีกระทำความผิดของสุมิตรา มิ่งศุกุล กับพวก ที่มีความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และการเข้าเมืองผิดกฎหมายข้อมูลระบุว่า เธอถูกจับในฟินแลนด์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566 เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานจากชาวไทยในการเก็บเบอร์รี่ป่า ถูกจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวระหว่างกระบวนการดำเนินคดี

โดยพบว่า สุมิตรา มีความเชื่อมโยงกับ บริษัทอาร์คติค อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (Arctic International Group) ในฐานะผู้ประสานงาน ซึ่งบริษัทนี้เป็นหนึ่งในบริษัทประกอบกิจการค้าเบอร์รี่ป่ารายใหญ่ในประเทศฟินแลนด์

เว็บไซต์สำนักข่าว Helsinki Times รายงานว่า หน่วยปราบปรามการค้ามนุษย์แห่งชาติ สังกัดกรมตำรวจเฮลซิงกิ สำนักงานสอบสวนแห่งชาติและตำรวจเมืองโอลู ได้ประสานความร่วมมือมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยและสวีเดนเพื่อรวบรวมข้อมูลและดำเนินคดี ซึ่งคดีนี้มุ่งเน้น 3 บริษัทที่ดำเนินงานภายใต้กลุ่มบริษัท Arctic และได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงานอัยการภาคตะวันออกของฟินแลนด์เพื่อตั้งข้อกล่าวหา

รายงานข่าวระบุอีกว่า บริษัทในกลุ่ม Arctic Group ถูกกล่าวหาว่า นำเข้าแรงงานไทยเพื่อเก็บผลไม้ตามฤดูกาล แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาให้แรงงานเหล่านี้เก็บเบอร์รี่ป่าในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งไม่ใช่การจ้างงานตามปกติ คดีนี้มีผู้เสียหายที่เข้าไปทำงานเมื่อปี 2566 เป็นคนไทย 140 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก 95 คนทำงานเมื่อปี 2565 และกลุ่มที่สอง 45 คน

“ตำรวจฟินแลนด์ได้ตั้งผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 10 คน โดย 5 คนถูกคุมขังระหว่างการสืบสวน มีทั้งคนฟินแลนด์และคนไทย บริษัทเหล่านี้ตั้งใจหลีกเลี่ยงโควต้าแรงงานและกฎหมาย โดยใช้ประเภทวีซ่าที่ไม่เหมาะสมเพื่อนำเข้าแรงงานเกินกว่าที่รัฐอนุญาต”Helsinki Times ระบุ

สำหรับความคืบหน้าในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ฟินแลนด์ได้นำสำนวนการสอบสวนส่งให้กับอัยการและอัยการจะเป็นผู้ตัดสินว่า จะยื่นฟ้องและส่งเข้าสู่กระบวนการไต่สวนในศาลหรือไม่

ดีเอสไอทำความร่วมมือกับฟินแลนด์

เมื่อปี 2562 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อนุมัติให้กองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเรื่องกรณีแรงงานไทยร้องเรียนความไม่เป็นธรรมจากการเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศฟินแลนด์เป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอจึงมีบทบาทสำคัญในการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย โดยอาศัยความร่วมมือทางด้านข้อมูลและหลักฐาน ทั้งจากตำรวจฟินแลนด์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หลังทำความร่วมมือ ผู้แทนกองคดีการค้ามนุษย์ ดีเอสไอ นำโดย พ.ต.ท.กฤตธัช อ่วมสน รองผู้อำนวยการกองคดีการค้ามนุษย์และคณะผู้แทนกองคดีการค้ามนุษย์ พนักงานอัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด พนักงานอัยการกองต่างประเทศได้เดินทางไปประเทศฟินแลนด์เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงในคดี รวมทั้งประสานขอความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

กระทั่งมีการกล่าวหาอดีตนักการเมือง 2 คน และอดีตข้าราชการระดับสูง กระทรวงแรงงาน 2 คน เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 ฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 86 ฐานหักค่าหัวคิวแรงงานไทยความเสียหายรวม 36 ล้านบาท

ฟ้องนักการเมือง-ขรก.ฐานหักหัวคิวแรงงาน

พ.ต.ต.สิริวิชญ์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการกองคดีการค้ามนุษย์ ดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีนี้กับ The Isaan Record ว่า ได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. แล้ว ต้องให้เกียรติ ป.ป.ช.ในการพิจารณาคดีและทำงานต่อ

“ผมบอกไม่ได้ว่า ในสำนวนมีหลักฐานเป็นอะไร เป็นกล่องนั่น กล่องนี่ หรือเส้นทางการเงินเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่า มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหาและเราทำตามหน้าที่” พ.ต.ต.สิริวิชญ์ กล่าว

สื่อฟินแลนด์ตีข่าวอัยการสูงสุดพบข้อมูลนักการเมืองไทยรับสินบน

สอดคล้องกับการรายงานข่าวของ สำนักข่าว Yle ประเทศฟินแลนด์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ระบุว่า อัยการสูงสุดพบเบาะแสจากคดีค้ามนุษย์กรณีบริษัทเบอร์รี่ติดสินบนเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งเกิดขึ้นกับแรงงานเก็บเบอร์รี่ชาวไทยขณะไปเก็บบลูเบอร์รี่ที่เมืองคูซาโม ประเทศฟินแลนด์ เมื่อฤดูร้อนปี 2566

รายงานข่าวระบุว่า จากการให้ปากคำของ มาริ มัตติลา อัยการรัฐ บอกว่า เจ้าหน้าที่ไทยต้องสงสัยว่า เรียกรับสินบนจากบริษัทเก็บเบอร์รี่ของฟินแลนด์ โดยสำนักงานตำรวจอาชญากรรมกลางของฟินแลนด์สงสัยว่า เจ้าหน้าที่ของกรมการจัดหางานไทยได้รับเงินสินบนจากบริษัทเก็บเบอร์รี่ของฟินแลนด์ อย่างน้อยในช่วงปี 2563-2566

ตำรวจยังพบอีกว่า การจ่ายเงินสินบนดำเนินการโดยนายหน้าของบริษัทเก็บเบอร์รี่จากฟินแลนด์ในประเทศไทยทำให้ตำรวจสงสัยว่า เมื่อฤดูกาลเก็บเบอร์รี่สิ้นสุดลง บริษัทต่างๆ ได้นำเงินสินบนที่จ่ายไปแล้วไปเรียกเก็บคืนจากแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่า 

รายงานข่าวของสำนักข่าว Yle ยังบอกอีกว่า ตำรวจพบว่า เงินที่ถูกเรียกเก็บถูกซ่อนรวมไว้กับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้คนงานไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริง ข้อสงสัยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเงินสินบนให้กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานของไทย ถูกเปิดเผยจากการสอบสวนคดีของบริษัทเก็บเบอร์รี่ Polarica ขณะนี้คดีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงลัปแลนด์

ตามเอกสารการสอบสวนของคดี Polarica เมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานได้เรียกร้องให้บริษัทเอกชนจ่ายเงินค่าหัวแรงงานคนละ 3,000 บาท หลังจากชำระเงินแล้วแรงงานจะได้รับ “เอกสารอนุญาตออกนอกประเทศ”

ซักฟอกอดีต รมว.แรงงาน

หลังจากดีเอสไอส่งสำนวนฟ้องให้ ป.ป.ช. จึงนำมาสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ สุชาติ ชมกลิ่น ขณะดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 (ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 – 1 กันยายน พ.ศ.2566) โดย สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ตำแหน่งขณะนั้น)

สหัสวัต เล่าถึงที่มาที่ไปของการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า พบความเชื่อมโยงว่า นักการเมืองรับเงินสินบนเป็นเงินสด 3 ล้านบาท จากนายหน้าชาวไทยชื่อ กัลยกร พงษ์พิศ หรือ ทุเรียน ซึ่งเป็นคนพาแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ป่าที่ฟินแลนด์ ขณะนี้ถูกศาลแลปแลนด์ ประเทศฟินแลนด์ ตัดสินในคดีค้ามนุษย์จำคุก 3 ปี พร้อมกับผู้บริหารของบริษัทเคียนตามะ (Kiantama) และให้จ่ายเงินเยียวยาแรงงานเป็นเงิน 6 แสนยูโร หรือ 22 ล้านบาท

“นักการเมืองที่รับสินบนบริษัทเอกชนได้สร้างความชอบธรรมให้กับบริษัทเคียนตามะที่เพิ่งถูกศาลตัดสิน ด้วยการขึ้นเครื่องบินไปหาถึงฟินแลนด์เพื่อเยี่ยมชมกิจการ แต่ตอนนี้นายหน้าคนไทยและนายจ้างชาวฟินแลนด์ของบริษัทติดคุก แต่คนรับสินบนกลับไม่ติดคุก” อดีต สส.พรรคประชาชน กล่าว

สหัสวัต ยังกล่าวถึงรายละเอียดว่า สำนวนคดีเรื่องการติดสินบนถูกส่งรายละเอียดจากตำรวจฟินแลนด์มายังหน่วยงานในไทย ซึ่งในการสืบสวนของตำรวจฟินแลนด์พบข้อความและรูปภาพต่าง ๆ ในแอพพลิเคชั่นไลน์ (Line) ของนายหน้าชื่อ “ทุเรียน” ที่ติดต่อพูดคุยกับข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแรงงานของไทย

หลักฐานเงินสินบนมัด จนท.กระทรวงแรงงาน

ข้อมูลในเอกสารกองคดีการค้ามนุษย์ ของดีเอสไอที่มีการสอบปากคำทั้งหมด 39 ปาก และพยานเอกสารและพยานวัตถุจำนวน 28 รายการจำนวน 10 แฟ้ม

เป็นข้อมูลจากอีเมลและแอพลิเคชั่นไลน์จากโทรศัพท์ของกัลยากร หรือทุเรียน ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2565 กัลยกร นายหน้าของบริษัทเคียนตามะ ได้นำเงินสดจำนวน 3 ล้านบาท ใส่ในถุงกระดาษที่มีกล่องเขียนว่า “Biokia” ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท เคียนตามะ ผู้ประกอบการเกี่ยวกับเบอร์รี่ป่าในฟินแลนด์ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงแรงงาน จากนั้นเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้มอบกล่องนั้นให้กับบุคคลใกล้ชิดเพื่อส่งต่อให้กับอดีต รมว.แรงงาน

จากบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวหาหรือพยาน จัดทำโดยดีเอสไอ กล่าวถึงการสืบสวนระหว่างดีเอสไอร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐฟินแลนด์พบว่า ได้กล่าวหานักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงรวม 3 คน คือ อดีต รมว.แรงงาน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงแรงงาน ร่วมกันเรียกรับเงินจากแรงงานจำนวน 1,600 คนที่อยู่ในสังกัดของบริษัท เรอบัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของกัลยากร คนละ 3 พันบาท แต่เธอต่อรองเหลือคนละ 2,000 บาท เป็นเงินสด 3.2 ล้านบาท แล้วต่อรองเหลือ 3 ล้านบาท

ในสำนวนยังพบว่า นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงยังเรียกรับเงินจากนายหน้าบริษัทอื่น ๆ ด้วย รวมถึงบริษัท ซีเอช ฟิวเจอร์ จำกัด ของ สุมิตรา มิ่งศุภกุล หรือ โอปอ ความเสียหายมูลค่ากว่า 36 ล้านบาท 

ขณะที่ ดอกลิ ชาญชรา ชาว จ.ชัยภูมิ วัย 56 ปี หนึ่งในแรงงานที่เคยเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ป่าที่ฟินแลนด์ภายใต้การชักชวนของกัลยากร หรือ ทุเรียน บอกว่า ไม่ได้รับแจ้งว่า จะมีการเก็บเงินคนละ 2,000-3,000 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่าออกเอกสารของกระทรวงแรงงาน เพราะนายหน้าไม่ได้แจ้ง หากมีการเก็บจริง นายหน้าคงรวมในค่าใช้จ่ายที่ต้องวางเป็นเงินก้อนก่อนเดินทางไปทำงาน

หลักฐานมัดแน่นเอาผิดนักการเมืองรับสินบน

สหัสวัต กล่าวต่อว่า หากอ้างอิงตามสำนวนของดีเอสไอยังพบว่า นักการเมืองคนนั้นได้สอบถามนายหน้าว่า มีแรงงานทั้งหมดกี่คน แล้วเรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงาน ถือเป็นพฤติกรรมรีดไถหรือจ่ายสินบนในการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ 

“ผมคิดว่า หลักฐานมันชัดเจนจนสามารถเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ได้ทั้งหมด เพราะเป็นคดีติดสินบนและเงินที่ได้จากการติดสินบนก็มาจากขบวนการค้ามนุษย์จึงตีความได้ว่า นักการเมืองคนนั้นมีเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ แต่กลับได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะใช้อิทธิพลแทรกแซงคดี” สหัสวัต กล่าว

นอกจากนี้ในสำนวนของดีเอสไอยังมีการกล่าวหาอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการคมนาคมและข้าราชการระดับสูงอีกคน 2 คน เรียกรับเงินจากนายหน้าของบริษัทเรอบัน จำกัด เป็นเงิน 2.8 ล้านบาท

สำรวจบริษัทของ “ทุเรียน” ณ ซอยเสือใหญ่ 

ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า บริษัทเรอบัน จำกัด ซึ่งเป็นกิจการของกัลยากร มีทุนจดทะเบียนจำนวน 5 ล้านบาท ขณะนี้ยังประกอบกิจการตามปกติ แม้เจ้าตัวจะถูกตัดสินใจจำคุกในประเทศฟินแลนด์ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 ก็ตาม 

ทีมข่าวลงพื้นที่ซอยเสือใหญ่อุทิศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่อยู่ตามที่แจ้งไว้ในกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ตามที่อยู่ดังกล่าวเป็นอาคาร 3 ชั้น ไม่มีป้ายชื่อของบริษัท มีรถยนต์จอดอยู่ด้านหน้าสำนักงาน 1 คัน รถหรูที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าอีก 1 คันและรถยนต์จอดอยู่ในสำนักงานอีก 1 คัน  

เมื่อทีมข่าวสอบถามข้อมูลกับผู้ที่อยู่ภายในสำนักงานทราบว่า เป็นเพียงแม่บ้านและให้ข้อมูลว่า ขณะนี้บริษัทมีพนักงานธุรการทำงานเพียงคนเดียว แต่ไม่ได้ทำกิจการส่งคนงานไปต่างประเทศหรือรับจองตั๋วเครื่องบินตามที่ประกาศไว้ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทแล้ว โดยเธอปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกของบริษัท 

ย้อนรอยที่มารัฐส่งคนไทยเก็บเบอร์รี่ป่า

การเก็บผลไม้ป่าในประเทศฟินแลนด์และประเทศสวีเดน ถือเป็นแหล่งจ้างงานตามฤดูกาลที่ดึงดูดแรงงานไทย โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี เป็นช่วงการเก็บผลเบอร์รี่ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จึงมีบทบาทส่งแรงงานไทยไปทำงานอย่างต่อเนื่อง

เว็บไซต์โครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 อ้างการให้สัมภาษณ์ของ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน (ในขณะนั้น)ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานกำหนดมาตรการดูแลแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์และสวีเดนประจำปี 2563 ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีบริษัทนายจ้างในไทยยื่นขออนุญาตพาแรงงานไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดน 7 บริษัท มีคนงาน 3,040 คน สำหรับฟินแลนด์มีคนไทยแจ้งไปเก็บผลไม้ป่า 2,214 คน และมีบริษัทผู้รับซื้อผลไม้ป่าในฟินแลนด์ 15 บริษัท

เตรียมฟ้องผู้กล่าวหารับสินบน

สุชาติ ชี้แจงระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ว่า หลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาตรการเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ โดยกำหนดว่า เมื่อแรงงานกลับมาแล้วต้องได้เงินอย่างน้อย 3 หมื่นบาท ผู้ประกอบการต้องวางเงินการันตีไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หลังหักค่าตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายแล้วแรงงานต้องมีเงินคงเหลือตามเกณฑ์ทำให้ไม่เข้าข่ายการค้ามนุษย์

“แรงงานไทยที่เดินทางไปเป็นแรงงานที่ฟินแลนด์กว่า 3,900 คน มีประมาณ 30 คนเท่านั้นที่มีปัญหา เพราะพวกเขาเป็นแรงงานใหม่ ไม่รู้แหล่งผลไม้ป่า อีกอย่างลักษณะการทำงานก็เก็บมากก็ได้มาก ไม่ใช่ทำงานรายชั่วโมง” สุชาติ อธิบายลักษณะการทำงานของแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่า

เขายังชี้แจงถึงกรณีการกล่าวหาว่า รับเงินหรือสินบนจากนายหน้าและบริษัทเอกชนจากประเทศฟินแลนด์ว่า ไม่เป็นความจริง

“ผมท้าให้หาหลักฐานมาแสดงเลย โดยเฉพาะเรื่องเงินในกล่อง ตอนผมทำงานอยู่กระทรวงแรงงานก็ไม่มีใครเอาเงินมาให้สักคนและผมจะฟ้องคนที่กล่าวหา”อดีต รมว.แรงงาน ชี้แจงระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

หลังการยุบสภา ประเทศไทยก็ตกอยู่ภายใต้ภาวะสุญญากาศ เพื่อเตรียมเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยผู้เสียหายกว่า 4,000 คนยังคงเฝ้ารอความช่วยเหลืออย่างมีความหวังว่า เพราะอย่างน้อยก็ถือเป็นค่าชดเชยจากความเสียหายที่เกิดขึ้น

แหล่งที่มา : The Room 44