ข่าวประจำวัน » ฎีกายืนคุก 2 ปี !! สมพล 3 นิ้ว ใส่ร้ายในหลวง แถมเจตนาปาสีใส่พระบรมฉายาลักษณ์ ไม่รอลงอาญา

ฎีกายืนคุก 2 ปี !! สมพล 3 นิ้ว ใส่ร้ายในหลวง แถมเจตนาปาสีใส่พระบรมฉายาลักษณ์ ไม่รอลงอาญา

14 January 2026
11   0

TLHR – ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก ‘สมพล’ 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112 กรณีปาสีแดงใส่รูป ร.10 บริเวณหน้าห้างโลตัส รังสิต เมื่อปี 2565

 14/01/2569

วันที่ 14 ม.ค. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีของ “สมพล” (สงวนนามสกุล) อดีตพนักงานบริษัทวัย 31 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการขับรถจักรยานยนต์ไปปาถุงบรรจุของเหลวสีแดงใส่รูปพระบรมฉายาลักษณ์ที่บริเวณหน้าห้างโลตัส สาขารังสิต ในช่วงเวลากลางคืนก่อนเที่ยงของวันที่ 13 ก.พ. 2565 

ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีนี้ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 112 ข้อกล่าวอ้างของจำเลยมิใช่เหตุยกเว้นที่จะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ 

.

ทบทวนเหตุการณ์ : ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษา สั่งจำคุก 3 ปี คดี ม.112 ภายหลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2565 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีได้สั่งฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดธัญบุรีใน 3 ข้อหาหลักด้วยกัน นั่นก็คือ ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 และข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 35 โดยมีมูลเหตุมาจากการปาสีแดงใส่พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 10 ที่หน้าโลตัส สาขารังสิต จังหวัดปทุมธานี

คดีมีนัดสืบพยานในวันที่ 31 พ.ค. 2566 ซึ่งจำเลยได้เปลี่ยนมาให้การรับสารภาพในข้อหาตาม มาตรา 360 และข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ส่วนในข้อหาตาม มาตรา 112 นั้น จำเลยยังคงปฏิเสธและต่อสู้ว่าไม่ได้มีเจตนากระทำความผิด และไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 112 ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งสิ้น 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.นิเวศน์ นิลวดี พนักงานสืบสวนที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุในคดีนี้ ก่อนที่อัยการจะแถลงหมดพยาน คดีจึงเป็นอันเสร็จสิ้นพิจารณา 

ต่อมา เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2566 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษายกฟ้องสมพลในข้อหาตามมาตรา 112 โดยเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเพียงการปาสีใส่รูปพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 แต่ไม่ได้ความว่าจำเลยได้พูด เขียน หรือแสดงอากัปกิริยาใด ๆ ที่ทำให้เห็นว่าจำเลยเจตนาดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ 

พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้แค่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นการทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358 ประกอบมาตรา 360 เท่านั้น กรณีเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักที่สุด คือ มาตรา 360 จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และให้รอลงอาญา 2 ปี 

ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา พนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดี ต่อมา เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้แก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการปาของเหลวสีแดงใส่รูปรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ของไทย นอกจากจะทำให้รูปเปรอะเปื้อนด้วยคราบสีแดง ด้อยความสง่างามแล้ว ยังทำให้เสียหายและเสื่อมค่าลง เป็นการกระทำที่มิบังควร และด้อยค่า หมิ่นพระเกียรติองค์พระมหากษัตริย์ว่าไม่ได้อยู่ในสถานะที่เป็นที่เคารพสักการะ การกระทำจึงเป็นลักษณะการดูหมิ่นตามมาตรา 112

ส่วนประเด็นเรื่องการรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยกระทำผิดในลักษณะเดียวกันต่อรูปรัชกาลที่ 10 อีกหลายภาพและหลายท้องที่ ทั้งยังมีการเตรียมอุปกรณ์วางแผนล่วงหน้า และเผยแพร่ผลงานของตนเองให้ผู้อื่นเห็น พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษมานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 112 สถานหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ 

.

ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าแม้การกระทำไม่เป็นหมิ่นประมาท แต่เข้าลักษณะดูถูกเหยียดหยาม ไม่เคารพพระมหากษัตริย์ ผิด ม.112

คดีนี้ยังคงดำเนินต่อไปถึงศาลฎีกา กล่าวคือ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2567 สมพลได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 พร้อมระบุขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาดังกล่าว โดยให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในฐานความผิดตามมาตรา 112 และพิพากษาแก้ให้รอการลงโทษจำเลย

ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 15 จากการสังเกตตารางนัดหมายคดีพบว่าวันนี้มีคดีที่รอการพิจารณาอยู่หลายคดีด้วยกัน โดยคดีนี้ถูกจัดไว้อยู่อันดับที่ 1 ต่อมา เวลา 09.50 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ 1 ท่าน และเริ่มอ่านคำพิพากษาคดีนี้ลับหลังจำเลย ซึ่งไม่ได้เดินทางมาศาลตั้งแต่ในคดีก่อนหน้านั้น และได้ถูกศาลออกหมายจับไว้ เนื้อหาคำพิพากษาสามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า 

ปัญหาที่ศาลต้องวินิจฉัยประการแรก คือ จำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยไม่มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่ 3 โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือ ถูกเกลียดชัง อันเป็นการหมิ่นประมาท และไม่ชัดเจนว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้าย

แต่ลักษณะการกระทำเห็นได้ว่าเป็นการแสดงท่าทางดูถูกเหยียดหยาม ไม่ให้ความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชน และในวันเกิดเหตุจำเลยยังก่อเหตุในลักษณะเดียวกันหลายครั้งหลายสถานที่ต่อเนื่องกันไป โดยจำเลยยอมรับว่ากระทำไปโดยมีเหตุจูงใจจากการรับฟังข้อมูลด้านเดียว และตามรายงานสืบของโจทก์ได้ความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยได้ส่งรูปถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ที่ก่อเหตุไปให้กลุ่มคนทางไลน์ และมีการโพสต์ภาพลงทางเฟซบุ๊ก

ทั้งจำเลยยังเคยโพสต์รูปถ่ายและข้อความเสียดสีพระมหากษัตริย์บนเฟซบุ๊กของจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวต่าง  บ่งชี้ว่าจำเลยต้องการลดคุณค่าพระมหากษัตริย์ว่ามิได้อยู่ในฐานะอันควรเป็นที่เคารพสักการะ การกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

กรณีที่จำเลยอ้างว่าไม่รู้เท่าทันสถานการณ์ทางการเมือง มิได้ประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นไม่ใช่เหตุยกเว้นที่จะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย 

สำหรับปัญหาที่ต้องวินิฉัยประการต่อมา กรณีสมควรรอการลงโทษหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง และเป็นการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์ในคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจึงเหมาะสมแล้ว

พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ

.

สำหรับสมพลถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทั้งหมด 6 คดี แยกไปตามท้องที่สถานีตำรวจที่รับผิดชอบที่เกิดเหตุ โดยเป็นคดีที่ศาลจังหวัดปทุมธานี 2 คดี, ศาลจังหวัดธัญบุรี 2 คดี, ศาลจังหวัดนนทบุรี 1 คดี และคดีที่ศาลอาญาอีก 1 คดี ในจำนวนนี้เป็นพฤติการณ์เกี่ยวกับการปาสีแดงใส่พระบรมฉายาลักษณ์ในจุดต่างๆ จำนวน 5 คดี และพฤติการณ์เกี่ยวกับการพ่นสีสเปรย์ 1 คดี

ในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับการปาสีนั้น ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นได้มีแนวคำพิพากษายกฟ้องข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด และลงโทษจำคุกเฉพาะข้อหาที่เกี่ยวกับการทำให้เสียทรัพย์ โดยมีทั้งกรณีที่ให้รอและไม่รอการลงโทษ 

แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้แก้คำพิพากษาเป็นเห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 112 ด้วยในทั้ง 4 คดีที่ก่อนหน้านั้นศาลชั้นต้นยกฟ้องข้อหานี้ หากรวมโทษในทุกคดีของเขา เป็นโทษจำคุก 15 ปี 18 เดือน (หรือประมาณ 16 ปี 6 เดือน) ขณะที่คดีที่มีคำพิพากษาในวันนี้ เป็นคดีแรกและคดีเดียวที่ขึ้นสู่ศาลฎีกา