ข่าวประจำวัน » อาชญากรรม » #คุกมีไว้ขังคนจน ! ดร.สุกิจชี้ ป็นวิลีที่ผู้มีหน้าที่ต้องแก้ไข และสื่อสารให้ประชาชนทราบ ไม่อย่างนั้นก็จะมีคดีขึ้นสู่ศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

#คุกมีไว้ขังคนจน ! ดร.สุกิจชี้ ป็นวิลีที่ผู้มีหน้าที่ต้องแก้ไข และสื่อสารให้ประชาชนทราบ ไม่อย่างนั้นก็จะมีคดีขึ้นสู่ศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

2 August 2020
46   0

ปัญหา การการใช้ดุลยพินิจในการสั่งไม่ฟ้องของอัยการ กับความเชื่อหรือความรู้สึกของประชาชน ที่บริโภคสื่อโชลเชียล

โดย ดร.สุกิจ พูนศรีเกษม

เหตุที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น ไม่ใช่ใช้วลี” คุกมีไว้ขังคนจน ” การพิจารณาสั่งคดี”นายบอส” นั้น ต้องดูจากสำนวนการสอบสวนว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอ ตามข้อกล่าวหานั้น หรือไม่ มีพยานหลักฐานใดยืนยันกระทำผิดผู้ต้องหา

ตามข่าว พยานหลักฐานมีเพียงภาพเคลื่อนไหวช่วงก่อนเกิดเหตุที่บันทึกจากกล้องวงจรปิด ประกอบกับคำให้การของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เป็นพยานแมัเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของตำรวจที่คำนวณอัตราความเร็วของรถคันเกิดเหตุให้การว่า คำนวณอัตราความเร็วของรถยนต์คันเกิดเหตุได้ 177 กิโลเมตต่อชั่วโมง นั้น

พยานคนเดิม ก็ให้การเพิ่มเติมว่าได้คำนวณผิด ที่ถูกต้อง คือ อัตราความเร็วของรถยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุอยู่ที่ 79 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสอดคล้องกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนตร์และการพิสูจน์เหตุจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าฯ

ยืนยันว่าจากการคำนวณตามหลักวิชาการโดยได้พิจราณาทั้งในเรื่องภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกจากกล้องวงจรปิด ระยะครูดของถจักรยานยนต์บนถนน และสภาพรถคันเกิดเหตุทั้งสองคัน อัตราความเร็วของรถยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุอยู่ที่ 79 กิโลมตรต่อชั่วโมง

โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาหักล้างการคำนวณของผู้เชี่ยวชาญทั้งสองรายดังกล่าว พนักงานอัยการจึงย่อมต้องรับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามคำยืนยันของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว อีกทั่งไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าผู้ต้องหาขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเกิดเหตุ

เมื่อคณะกรรมาธิการของ สนช.ร้องขอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมนั้น นอกจากได้มีการสอบถามข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมาธิการ สนช. อันเป็นการกลั่นกรองมาในระดับหนึ่ง แล้ว

ยังมีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน พยานบุคคลเพิ่มเติมอีก 2 ปากมีตัวตนและที่อยู่เป็นหลักแหล่ง คนหนึ่งมียศพลอากาศโท ที่สำคัญคือพยานทั้งสองคนก็ไม่ปรากฏมีข้อพิรุธว่าเป็นพยานเท็จ เมื่อคดีไม่มีพยานบุคคลอื่นใดที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุมาให้การเป็นอย่างอื่น จึงย่อมไม่มีเหตุผลที่พนักงานอัยการจะอนุมานเอาเองได้ว่าพยานทั้งสองคนดังกล่าวให้การเท็จตามความรู้สึกของสือสารมวลชนและสือออนไลน์ได้

เมื่อพยานทั้งสองคนดังกล่าวต่างให้การว่าตนขับรถตามหลังรถยนต์ที่ผู้ต้องหาขับในช่วงเกิดเหตุในความเร็วระดับ เดียวกันไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเห็นรถจักรยานยนต์ของผู้ตายขับตัดจากเลนที่หนึ่งจากซ้ายมือมา ตัดหน้ารถยนต์ของผู้ต้องหาในเลนที่สามจากซ้ายมือในระยะกระชั้นชิด โดยไม่มีพยานหลักฐานหักล้างหรือโต้แย้งป็นอย่างอื่น คดีจึงไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องพิสูจน์ ได้ว่า “นายบอส”ผู้ต้องหาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายตามข้อกล่าวหาได้

ถึงแม้ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือหลบหนีไป หรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น ยังต้องรับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่น เพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาให้สิ้นกระแสความ

ไม่ใช่อาศัยลำพังข้อสันนิษฐานดังกล่าวเพียงอย่างเดียว แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้อ้างเป็นเหตุในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้ แต่ต้องมีพยานฐานเพียงพอที่เป็นเหตุ ให้ผู้ต้องหาต้องรับผิด ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตายได้ต้องฟังเหตุผลอื่นที่ปรากฏในสำนวน และเมื่อพยานหลักฐานอื่นในสำนวนประกอบ

เมื่อการสอบสวนมไม่มีพยานหลักฐานที่จะฟ้อง ลำพังข้อสันนิษฐานดังกล่าว ไม่ทำให้คดีมีพยานหลักฐานพอฟ้องในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย ดังสื่อออนไลน์ตั้งข้อนิษฐานไว้

แม้สื่อออนไลน์หรือสื่อโชลเชียลจะนำเสนอข่าวว่า มีหลักฐานเป็นหนังสือของมหาวิทยาลัยมหิดล แจ้งพนักงานสอบสวนว่าตรวจพบสารเสพติดในร่างกายของผู้ต้องหา นั้น สำนักงานอัยการสูงสุด ก็ชี้แจงว่า ไม่ปรากฏหลักฐานดังกล่าวในสำนวน

การสั่งคดีของพนักงานอัยการเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน ไม่อาจนำเอาข้อเท็จจริงจากสื่อสารมวลชนหรือจากแหล่งข้อเท็จจริงอื่นใดที่อยู่นอกสำนวนการสอบสวน หรือความรู้สึกของประชาชนที่บริโภคข่าว

โดยไม่ทราบข้อเท็จจริง ที่ปรากฏในสำนวนมาใช้ในการสั่งคดี ตามกระแสสังคม ภายหลังจากที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหานี้ไปแล้ว นั้น

เป็นปัญหาที่ประชาชน บริโภคสื่อ และมีความรู้สึกว่า “คุกมีไว้ขังคนจน”นั้น เป็นวิลีที่ผู้มีหน้าที่ต้องแก้ไข และสื่อสารให้ประชาชนทราบ ไม่อย่างนั้นก็จะมีคดีขึ้นสู่ศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ในภาพอาจจะมี 1 คน