ข่าวประจำวัน » เศรษฐกิจ » #อัดฉีดแพ็กเกจฟื้นเศรษฐกิจ เติมเงินบัตรคนจน5หมื่นล้าน ประกันรายได้ 1.7 หมื่นล้าน

#อัดฉีดแพ็กเกจฟื้นเศรษฐกิจ เติมเงินบัตรคนจน5หมื่นล้าน ประกันรายได้ 1.7 หมื่นล้าน

10 August 2019
451   0

“สมคิด” กุมขมับสงครามค่าเงิน-หุ้นตก สั่งจัด “ยาแรง” หลังประเมินไตรมาส 2 จีดีพีฮวบต่ำกว่า 3% อัดฉีดงบฯกลาง 5 หมื่นล้านใส่บัตรคนจนอีกรอบ ถกกระทรวงเกษตรฯ “พักหนี้” เกษตรกรประสบภัยแล้ง เล็งงัดภาษี “กิน-ช็อป-เที่ยว” กระตุ้นท่องเที่ยวหวังร้านค้าในชุมชนได้อานิสงส์ สั่ง “อุตตม” ดึงแบงก์ชาติร่วมวง

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง และสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมารับมือ โดยจะเป็นการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มฐานรากอย่างผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรที่เผชิญผลกระทบจากภัยแล้ง รวมถึงผู้สูงอายุด้วย

นอกจากนี้กลุ่มร้านค้าชุมชนไปจนถึงธุรกิจเอสเอ็มอีที่กำลังขาดสภาพคล่อง รวมถึงการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น

 
 “การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจะพยายามทำผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นหลัก ซึ่งทางกรมบัญชีกลางได้ทำตุ๊กตามานำเสนอ มีทั้งมาตรการแบบเติมเงินครั้งเดียวและมาตรการที่ช่วยต่อเนื่องไปถึงสิ้นปี อาทิ การช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร ผู้สูงอายุ ผู้พิการ มารดาประชารัฐ โดยหากเริ่มมาตรการตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นไป คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจากรายการงบฯกลางอีกกว่า 5 หมื่นล้าน” แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ต้องทำร่วมกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อาจจะมีมาตรการพักชำระหนี้ให้แก่ผู้ที่ประสบภัยแล้งเพิ่มเติม

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวนั้น ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณาว่าอาจจะออกมาเป็นมาตรการหักลดหย่อนภาษีสำหรับการใช้จ่ายเพื่อกิน-ช็อป-เที่ยว เพื่อให้ร้านค้าเล็ก ๆ ในระดับชุมชนได้อานิสงส์ด้วย ส่วนการแจกเงินท่องเที่ยว1,500 ล้านบาทนั้น ต้องตอบโจทย์ในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนที่จะขอใช้งบฯกลางด้วย

ทั้งนี้ ทาง สศค.ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจโดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2562 จะออกมาขยายตัวต่ำกว่า 3% หลังจากไตรมาสแรกก็ขยายตัวแค่ 2.8% ส่วนช่วงที่เหลือของปีจะมีการประเมินโดยคาดว่าจะรวมกับผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าไปด้วย

นายสมคิดกล่าวถึงสภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ว่า “ไม่ใช่วิกฤต แต่มีความไม่แน่นอนสูง” ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมา “ต้องให้มีความอุ่นใจ”

นายอุตตมกล่าวว่า ได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีนี้แล้ว จึงเห็นว่าน่าจะมีการเตรียมการชุดมาตรการออกมา โดยมาตรการจะเสร็จออกมาภายในเดือน ส.ค.นี้แน่นอน ซึ่งจะต้องออกมาเป็นแพ็กเกจใหญ่ ที่ต้องมีอิมแพ็กต์ในระดับที่เห็นผลได้เต็มที่หรือเป็น “ยาแรง” ที่หวังผลจริงจังต่อเศรษฐกิจ

รมว.คลังกล่าวว่า จะดำเนินการประสาน ธปท.และตลาดเงินตลาดทุนอย่างใกล้ชิดตามคำสั่งการของนายสมคิด เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ว่าการ ธปท.อย่างใกล้ชิด

“ตลาดหลักทรัพย์ขณะนี้เกิดความผันผวนไปทั่วโลก แต่ตลาดหลักทรัพย์ของไทยยังแข็งแกร่ง ซึ่งรัฐบาลจะพยายามรักษาเสถียรภาพ โดยมี ธปท.และกระทรวงการคลังดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบ”

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง กล่าวว่า นายสมคิดได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ติดตามการย้ายฐานการผลิตของบริษัทจีนและสหรัฐ รวมถึงฮ่องกงจากผลกระทบสงครามการค้า ที่จะสนใจไทยเป็นฐานการผลิตมากขึ้น ขณะที่ระยะสั้นรัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าจะเข้าสู่การประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันจันทร์ที่ 19 ส.ค. ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันอังคารที่ 20 ส.ค.ต่อไป

ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า จะมีนโยบายลดค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ เช่น การตรึงราคาแก๊ส E20 ขณะนี้กำลังเร่งรัดให้นำเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานมาใช้จ่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนฐานราก

“จะหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการปรับเงื่อนไขและมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนในเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รมว.พลังงานกล่าว

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน จะออกมาตรการอัดฉีดเงินก้อนใหม่เข้าระบบผ่านรูปแบบกองทุน ซึ่งเดิมจะมีกองทุนตามแนวทางประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ที่เหลืออยู่ไม่กี่ร้อยล้านบาท

“ซึ่งทั้งหมดจะต้องมีเงินอุดหนุนเพิ่มและปรับรายละเอียดการปล่อยกู้ของแต่ละกองทุน รายที่เคยเป็นหนี้สูญหรือติดแบล็กลิสต์ ให้สามารถเข้าเงื่อนไขการกู้กับแบงก์ได้ และกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เงินกองทุนที่เคยค้างท่ออยู่สามารถปล่อยออกสู่ SMEs ได้”

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การเดินหน้าแผนประกันรายได้จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเสนอ ครม.ขออนุมัติงบฯกลาง 16,000-17,000 ล้านบาทช่วยเหลือเกษตรกร 2 กระทรวงจะหารือในรายละเอียด ด้านราคา ระยะเวลาในการประกันรายได้ จำนวนเกษตรกร จำนวนพื้นที่ และผลผลิต ราคาข้าวคาดว่าอย่างน้อยตันละ 1 หมื่นบาท ปาล์มน้ำมัน 4 บาทต่อกิโลกรัม ยางพารา 60-65 บาทต่อกิโลกรัม

Cr.prachachat

สำนักข่าววิหคนิวส์