เรื่องฮอต ประเด็นฮิต » #ดร.อาทิตย์ แฉ !! ข้อความ 7 วิธีการเอาเปรียบและกลโกงการเลือกตั้ง เพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช.

#ดร.อาทิตย์ แฉ !! ข้อความ 7 วิธีการเอาเปรียบและกลโกงการเลือกตั้ง เพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช.

3 January 2019
282   0

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตประธานรัฐสภา ได้โพสข้อความระบุว่า มีผู้เขียนได้ดีมาก ขออนุญาตแชร์ให้ประชาชนอ่านจะได้เข้าใจว่าเรากำลังจะเข้าสู่ภาวะอย่างไร

นี่ไง ที่ผมบอกว่ากฎกติกาการเลือกตั้งยังไม่เป็นธรรม

(furious red face)(furious red face)(furious red face)เขียนได้น่าอ่าน อาจจะมีคนถูกใจและไม่ถูกใจ ลองพิจารณา คิด แยกแยะ แล้ววิเคราะห์ ดูว่า มันใช่ที่ คนเขียน บทความนี่ จริงหรือไม่

“7 วิธีการเอาเปรียบและกลโกงการเลือกตั้ง เพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช.”

ถึงคุณประยุทธ์ สืบทอดอำนาจสำเร็จ อาจรู้ไว้ว่ามันใช่สำเร็จเพราะความต้องการของประชาชน หากแต่สำเร็จเพราะกลโกงที่คุณใช้

.

1.ร่างกติกาที่แสนจะเอาเปรียบคู่แข่ง โดยการกำหนดเส้นชัยของตนเอง ในการสืบทอดอำนาจให้ต่ำกว่าเส้นชัยของคนอื่น กล่าวคือ เส้นชัยของ คสช. ในการสืบทอดอำนาจนั้น ต้องการ ส.ส. เพียง 126 คน เท่านั้น ในขณะที่คู่แข่งต้องการ ส.ส. มากถึง 376 คน ถึงจะเข้าเส้นชัย

เหตุที่คุณประยุทธ์ต้องการ ส.ส. น้อยกว่า ก็เพราะ คสช. มี ส.ว. ในมืออยู่แล้ว 250 คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกของ คสช. “ทั้งหมด” ! (และเราใช้งบประมาณแผ่นดินไป 1,300 ล้านบาท ไปกับละครปาหี่ฉากนี้ครับ การสืบทอดอำนาจมีต้นทุนที่ต้องจ่าย ซึ่งเงินนั้นก็คือเงินภาษีของเราทุกคนนั่นเอง แต่คนได้ประโยชน์ คือ คสช.)

.

ที่สำคัญ ส.ว. ชุดที่ คสช. คัดเลือกนี้จะมีวาระ 5 ปี นั่นหมายความว่า ส.ว. ชุดดังกล่าว สามารถเลือกนายกฯ ได้อย่างน้อย 2 ครั้ง (เพราะ นายกฯ และ ส.ส. มีวาระ 4 ปี) หรือสามารถสืบทอดอำนาจให้เผด็จการได้นานถึง 8 ปี (2 วาระๆ ละ 4 ปี) และอาจทำให้คุณประยุทธ์เป็นนายกฯ ได้นานถึง 13 ปี ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยรองจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ไหนจะการที่รัฐบาลทหารยังคงมีอำนาจเต็มที่สามารถให้คุณให้โทษกับพรรคการเมืองอื่นได้ (ปกติช่วงเลือกตั้ง ต้องมีการปรับสภาพรัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการ ที่ไม่มีอำนาจเต็มและอยู่เพียงพอรอรัฐบาลชุดใหม่เข้าทำหน้าที่แทนเท่านั้น)

.

ไหนจะการที่คุณประยุทธ์ยังมีอำนาจเต็มตาม ม.44 (รธน.ปี 57) ที่สามารถส่งอิทธิพลแทรกแซงการเลือกตั้งและการทำงานของ กกต. ได้ตลอดเวลา

.

ก็แหงแหละครับ เพราะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการสืบทอดอำนาจ คสช. ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการสร้างประชาธิปไตยแต่อย่างใด

2.ใช้งบประมาณของรัฐ จัดทำโครงการ “ประชารัฐ” และหว่านแหแจกเงินช่วงก่อนเลือกตั้ง ใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาท พอประชาชนเริ่มคุ้นชินกับคำว่า “ประชารัฐ” ก็ไปแจ้งจดจัดตั้ง “พรรคพลังประชารัฐ” เสียเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโครงการประชารัฐอีก 4 คน มาร่วมเป็นแกนนำพรรคด้วย

.

การหาเสียงโดยไม่ต้องใช้เงินตัวเองนี่มันมีความสุขจริงๆ เลยนะครับ

.

3.ใช้ความได้เปรียบในฐานะรัฐ ดูดอดีต ส.ส. ที่มีชื่อเสียงจากพรรคต่างๆ และหัวคะแนนในพื้นที่ต่างๆ มาร่วมงาน ด้วยเงื่อนไขสุดพิเศษ

.

และด้วยบริบทของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเน้นการแข่งขันที่ตัวบุคคลในเขตเป็นหลัก จึงไม่แปลกที่แต่ละพรรคจะต้องส่งผู้สมัครที่มีชื่อเสียงลงสมัครในแต่ละเขต

กลับกลายเป็นว่าพรรคพลังประชารัฐในวันนี้ เต็มไปด้วยอดีต ส.ส. ที่มีชื่อเสีย(ง) ที่พร้อมลงสมัครในระบบเขต และหัวคะแนนจำนวนมาก เพื่อหวังให้การสืบทอดอำนาจในครั้งนี้สำเร็จลุล่วง

.

โดยปกติแล้ว การดูด ส.ส. เป็นเรื่องปกติครับ ถ้าหากคุณดูดในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง เป็นผู้เล่น และมีอำนาจในระนาบเดียวกัน แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณใช้อำนาจรัฐในการดูด ส.ส. ใช้ความเหนือกว่าในฐานะรัฐ ใช้เงื่อนไขต่างๆ ที่คุณสามารถทำได้ในฐานะรัฐ มาต่อรอง นี่จะไม่ใช่เรื่องปกติทันที หากแต่เป็นการ “เอาเปรียบ” อย่างเห็นได้ชัดเจนครับ

.

4.บัตรเลือกตั้งที่จะไม่มีโลโก้และชื่อพรรคอีกแล้ว โดยจะให้มีแต่หมายเลขผู้สมัครอยู่ในบัตรเลือกตั้ง ตามความเห็นของประยุทธ์ ซึ่งหลังจากนั้นได้เพียงวันเดียว กกต. ก็ออกมารับลูกทันที ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนครับ ว่า กกต. กำลังถูก คสช. แทรกแซงการทำงาน และ กกต. ไม่ได้มีอิสระในการทำงาน ทั้งๆ ที่ กกต. ต้องเป็น “องค์กรอิสระ” ในการจัดเลือกตั้ง

.

นอกจากนี้ การไม่มีโลโก้และชื่อพรรคอยู่ในบัตรเลือกตั้ง ยังเป็นการลดช่องทางการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลของประชาชนในบัตรเลือกตั้ง ประชาชนบางคนอาจจะจำชื่อพรรคไม่ได้ แต่จำโลโก้พรรคได้ ประชาชนบางคนอาจจะจำโลโก้พรรคไม่ได้ แต่จำชื่อพรรคได้ และต้องอย่าลืมว่าการกาบัตรเพียง 1 ครั้ง จะถูกนำคะแนนไปคิดทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อของพรรค ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีโลโก้และชื่อของพรรคการเมืองอยู่ในบัตรเลือกตั้ง

อีกทั้งในบริบทที่ผู้สมัครจากพรรคเดียวกันในแต่ละเขต จะมีหมายเลขที่ต่างกัน หรือ 350 เขต 350 เบอร์แล้ว บางครั้งบนถนนเดียวกันแต่คนละฝั่ง ผู้สมัครจากพรรคเดียวกันก็จะมีหมายเลขต่างกัน การไม่มีโลโก้และชื่อพรรค มีแต่จะทำให้เกิดความสับสน และอาจเกิดการกาผิด ซึ่งจะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนออกมาได้มากเท่าที่ควร

.

ที่ต้องทำเช่นนี้ ก็เพราะคะแนนนิยมของพรรคพลังประชารัฐนั้น สู้คนอื่นเขาไม่ได้ เลยต้องตัดโลโก้และชื่อพรรคออก เพื่อไม่ให้รู้ว่าใครสังกัดพรรคไหน หมายเลขนี้คือพรรคอะไร

.

อนึ่ง การใช้กลโกงเช่นนี้ ก็เพราะหวังให้ประชาชนเลือกผู้สมัครที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ที่พรรคพลังประชารัฐดูดมาได้เป็นหลักเท่านั้น และไม่ต้องการให้รู้ว่า อดีต ส.ส. เหล่านั้น ย้ายพรรคไปอยู่กับพรรคทหารแล้ว ประชาชนจะได้เลือกคนเหล่านั้นต่อไป

.

5.แบ่งเขตเลือกตั้งสุดพิลึก หรือ Gerrymandering เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชารัฐ โดยนำพื้นที่ซึ่งไม่เคยอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียวกันมาก่อนมาอยู่ด้วยกัน บางเขตมีเพียงถนนเส้นเดียวเท่านั้นที่เชื่อมพื้นที่ บางจังหวัดมีการแบ่งเขตย่อยไปถึงรายตำบล

.

การทำเช่นนี้ ก็เพื่อว่าตอนคำนวณคะแนนออกมาแล้ว ถึงแม้ตนจะไม่ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับ 1 แต่ก็อาจได้รับจำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 ครับ

.

6.ตนเองหาเสียงได้แต่คนอื่นหาเสียงไม่ได้ ผ่านคำสั่งหัวหน้า คสช. ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐเดินหน้าหาเสียงด้วยนโยบายประชารัฐของรัฐบาล แต่พรรคการเมืองอื่นกลับยังคงเริ่มหาเสียงไม่ได้ โดยต้องรอสัญญาณจากรัฐบาลเท่านั้น

.

7.เอาผู้เล่นไปนั่งเป็นกรรมการ แล้วทำเสมือนหนึ่งว่าเป็นกรรมการที่เป็นกลาง นั่นคือ ตัวของคุณประยุทธ์เอง ที่วันนี้มีสถานะเป็นว่าที่แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้เล่นคนหนึ่งในสนาม แต่กลับไปร่วมเป็นกรรมการในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย แล้วเราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรครับ ว่ากรรมการคนนี้จะไม่เอื้อประโยชน์ให้ตนเองในฐานะผู้เล่น ให้ได้ประโยชน์จากกติกาที่ตนเองถือครองอยู่

.

นี่จะเป็นการเลือกตั้งที่น่าเกลียดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย ที่เกิดการเอาเปรียบกันทุกเม็ด โกงกันทุกทาง และเชื่อว่าหลังจากนี้เราจะยังคงเห็นพฤติกรรมการเอาเปรียบและโกงคนอื่นอย่างนี้เรื่อยๆ

.

กีฬาก็เหมือนกับการเลือกตั้งครับ ที่มี “มาตรฐานสากล” ในการแข่งขัน ซึ่งมาตรฐานสากลของการเลือกตั้ง คือ การเลือกตั้งที่ “เสรี” และ “เป็นธรรม” หากผิดไปจากนี้ นั่นไม่ใช่การเลือกตั้งที่พึงปรารถนาของสังคม และไม่ใช่การเลือกตั้งที่เป็นกระบวนการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่เป็นเพียงพิธีกรรมสืบทอดอำนาจของเผด็จการแต่เพียงเท่านั้น

การเลือกตั้งในครั้งนี้ หากเปรียบเหมือนการแข่งวิ่ง 1,000 เมตร กติกาก็เอื้อให้คุณประยุทธวิ่งนำไปก่อนแล้ว 800 เมตร หากเปรียบเหมือนการแข่งขันหมากรุก กติกาก็เอื้อให้คุณประยุทธ์เดินไปก่อนแล้ว 3 ตา แถมยังหักเรือหักม้าของคู่แข่งอีกด้วย การเลือกตั้งในครั้งนี้ มันจึงไม่ใช่การแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นสากลครับ หากแต่เป็นการแข่งขันภายใต้ “กติกู” ที่เอาเปรียบคนอื่นและเต็มไปด้วยกลโกง เพื่อหวังสืบทอดอำนาจของเผด็จการ คสช. โดยไม่สนใจความถูกต้องและหลักการใดๆ เลย

.

ถึงแม้ว่าหนทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ จะบิดเบี้ยว และเต็มไปด้วยกับดักที่ คสช. วางไว้ แต่เราก็จำเป็นต้องเดินบนนถนนเส้นนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ “โง่” เหมือนอย่างที่ผู้มีอำนาจพยายามออกแบบการเลือกตั้งให้ตนเองได้ประโยชน์ บนฐานความคิดว่าประชาชนนั้นโง่ และเพื่อบอกกับ คสช. ว่าวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จะเป็นวันสั่งสอนเผด็จการเหล่านี้ ให้สิ้นอำนาจไปจากสังคม

24 กุมภา ไม่ใช่จุดสุดท้ายของการต่อสู้กับเผด็จการ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของถนนประชาธิปไตย ถนนที่ผมเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะจับมือกันเดิน แล้วไปให้ถึงสุดทางของถนนเส้นนี้ ที่เราจะเห็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นในประเทศนี้ไปด้วยกันครับผม

สำนักข่าววิหคนิวส์