ข่าวประจำวัน » อาชญากรรม » #ศปถ.เผย2วันดับ99โคราช-บุรีรัมย์-เพชรบูรณ์ยอดดับสูง-29จว.ตายเป็นศูนย์

#ศปถ.เผย2วันดับ99โคราช-บุรีรัมย์-เพชรบูรณ์ยอดดับสูง-29จว.ตายเป็นศูนย์

14 April 2018
133   0

ศปถ.เปิดตัวเลขวันที่สองของ 7 วันอันตราย เกิดอุบัติเหตุ 1,026 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 99 ราย ผู้บาดเจ็บ 1,085 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้ตายเป็นศูนย์มี 29 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด คือ เชียงราย 38 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดคือ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และเพชรบูรณ์ จังหวัดละ 5 ราย ส่วน คสช.แถลง จับคนทำผิดกฎหมายแล้วเฉียด 6 หมื่นคน ยึดรถเมาขับ 1,475 คัน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงข่าวผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2561 ว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2561 ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 12 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่สองของช่วง 7 วันอันตรายสงกรานต์ พบเกิดอุบัติเหตุ 579 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 60 ราย บาดเจ็บ 624 คน

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ ดื่มแล้วขับ 42.83% ขับรถเร็ว 24.35% ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ จักรยานยนต์ 78.84% ส่วนใหญ่เกิดในทางตรง 66.15% ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 16.01-20.00 น.
รมว.คมนาคมกล่าวว่า จากการตั้งจุดตรวจหลัก 2,032 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 65,492 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 7.64 แสนคัน มีผู้ถูกดำเนินคดี 154,773 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 43,464 ราย ไม่มีใบขับขี่ 42,609 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ บุรีรัมย์ จำนวน 21 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด คือ นครราชสีมา และสกลนคร จังหวัดละ 4 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด คือ เชียงราย จำนวน 23 คน
นายอาคมสรุปอุบัติเหตุสะสมทางถนน 2 วัน เกิดอุบัติเหตุรวม 1,026 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 99 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 1,085 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือตายเป็นศูนย์มี 29 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด คือ เชียงราย 38 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดคือ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และเพชรบูรณ์ จังหวัดละ 5 ราย และจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด คือ เชียงราย 41 คน

เขากล่าวว่า วันที่ 13 เม.ย. เป็นวันมหาสงกรานต์ ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับถึงภูมิลำเนาแล้ว และท่องเที่ยว ทำบุญ รวมถึงเล่นน้ำสงกรานต์ ขณะที่บางส่วนยังอยู่ระหว่างการเดินทาง ศปถ.จึงกำชับให้จังหวัดเข้มข้นดูแลทั้งสายหลัก สายรอง และถนนในชุมชน เน้นย้ำจุดตรวจเข้มงวดในการเรียกตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ กวดขันการใช้ความเร็ว เพิ่มจำนวนจุดตรวจบนเส้นทางสายตรงที่มีระยะทางยาว
อุบัติเหตุทางตรง
เพราะจากข้อมูลพบดื่มแล้วขับเป็นสาเหตุหลักและมักเกิดในทางตรง เพิ่มความถี่การเรียกตรวจความพร้อมของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ ด่านตรวจบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ดูแลความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ การใช้อุปกรณ์นิรภัย รถกระบะที่บรรทุกคนโดยสารท้ายกระบะในลักษณะเสี่ยงอันตราย เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยของเส้นทางสัญจรทางน้ำและแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ” นายอาคมกล่าว

นายอาคมยังแถลงถึงข้อสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้ตำรวจบูรณาการร่วมกับทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเน้นพฤติกรรมเสี่ยงขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกนิรภัย การบรรทุกท้ายกระบะในลักษณะที่ไม่ปลอดภัย
2.ในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนน ขอให้มีการปิดกั้นพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งให้เร่งค้นหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วน และเคลื่อนย้ายรถที่เกิดอุบัติเหตุออกจากสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุซ้ำ การจราจรเกิดความคล่องตัวและเกิดความปลอดภัยในการสัญจร
3.ในพื้นที่เพิ่มความเข้มข้นในการจัดตั้งด่านชุมชน ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงดื่มแล้วขับ ขับรถเร็วและการขับขี่ในลักษณะที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย รวมทั้งให้ดำเนินการเชิงรุก โดยให้ท้องถิ่นร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนอาสาสมัครต่างๆ เข้าไปแนะนำหัวหน้าครอบครัวให้สอดส่องดูแลสมาชิกในครอบครัวให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวังตามกฎกติกาชุมชน หรือธรรมนูญหมู่บ้านและกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด
4.ให้จังหวัดและกรุงเทพมหานครร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ในพื้นที่ทุกช่องทาง อาทิ วิทยุกระจายเสียง วิทยุชุมชนเสียงตามสาย หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน เกี่ยวกับสิทธิความคุ้มครองและข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ กรณีเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วตรวจพบว่า ผู้ขับรถยนต์ที่ทำประกันภัยรถภาคสมัครใจมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะไม่ได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนระมัดระวังและ หลีกเลี่ยงการดื่มสุราระหว่างขับรถยนต์รวมถึงเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา และเล่นน้ำสงกรานต์ตามวิถีไทย เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุช่วงเทศกาล
คุมเข้มคนขับ บขส.
5.ให้จังหวัดและกรุงเทพมหานครบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยและป้องกันการเกิดอุบัติภัยต่างๆ จากการสัญจรทางน้ำและการท่องเที่ยวทางน้ำ โดยจัดเจ้าหน้าที่อาสาสมัครตรวจตราเฝ้าระวังรับแจ้งเหตุประสานงาน และให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุโดยฉับพลัน
6.ให้กรมขนส่งทางบก และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ตรวจสอบสภาพรถและพนักงานขับรถคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะและรถเสริมทั้งรถบัสและรถตู้โดยสาร
7.ให้จังหวัดพิจารณาเส้นทางเสี่ยงในพื้นที่ เพื่อกำหนดและดำเนินมาตรการเพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม นอกเหนือจากเส้นทางเสี่ยงที่กรมทางหลวงประกาศโดยเฉพาะ และถนนที่เป็นเส้นตรงและมีระยะทางยาวอาจเป็นเหตุให้เกิดการหลับใน ให้ติดตั้งป้ายเตือนสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังชะลอความเร็ว และให้สำรวจตรวจสอบเส้นทางในพื้นที่เพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดมาตรการเพิ่มเติม และการป้องกันการหลับในของผู้ขับขี่ รวมทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะหัวหน้าบูรณาการด้านความปลอดภัย Chief Safety Officer สั่งการให้ดำเนินการแก้ไขจุดบกพร่องในพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุโดยทันที

ด้าน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน หลายพื้นที่เริ่มกิจกรรมงานบุญและเล่นน้ำกันอย่างชุ่มฉ่ำ คึกคัก โดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานเนืองแน่น โดยเฉพาะกิจกรรมบนถนนสายวัฒนธรรมของเมืองใหญ่ เช่น ถนนข้าวสาร, สวนลุมพินี, รางน้ำ กทม., ถนนข้าวเหนียว ขอนแก่น, ถนนสเน่หานุสรณ์ หาดใหญ่ รวมทั้งสถานที่จัดงานของชุมชน และบริเวณแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งบรรยากาศโดยรวมยังคงเรียบร้อย เป็นไปด้วยความสนุกสนานตามประเพณีและสอดคล้องกับกระแสวิถีการแต่งกายชุดไทย โดยการจัดกิจกรรมสงกรานต์ในสถานที่ต่างๆ จะยังมีต่อเนื่องอีกหลายวัน
ยึดรถเมาขับ 1,475 คัน
รองโฆษก คสช. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงอำนวยความสะดวก พร้อมเข้มงวดในมาตรการความปลอดภัยสาธารณะให้ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานได้มีความสุข ด้วยการจัดชุดสายตรวจเพิ่มเติมตลอดการจัดงาน และขอความร่วมมือส่วนงานต่างๆ บริเวณโดยรอบงานตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเตรียมไฟฟ้าส่องสว่างให้ทั่วถึง เพื่อดูแลความเรียบร้อย โดยยังคงขอความร่วมมือผู้ร่วมงานในการแต่งกาย การดื่มสุรา และการเล่นสาดน้ำอย่างเหมาะสม
และในขณะเดียวกัน คงเข้มมาตรการสร้างความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุในการสัญจรให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยง ทั้งเส้นทางหลัก เส้นทางรอง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้ใช้เส้นทางส่วนใหญ่ระมัดระวังและปฏิบัติตนตามกฎจราจร แต่ยังพบผู้ฝ่าฝืนมาตรการลดอุบัติเหตุอยู่

พ.อ.หญิงศิริจันทร์กล่าวต่อว่า โดยในวันที่ 12 เมษายน 2561 เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และผู้ฝ่าฝืน ”มาตรการ ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” จำนวน 56,051ราย แยกเป็นในส่วนรถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 32,592 ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถจักรยานยนต์ไว้ 835 คัน ยึดใบอนุญาตขับขี่ 2,449 ราย และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 22,728 คน
สำหรับรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 23,459 ครั้ง ยึดใบขับขี่ 1,741 คน ยึดรถยนต์ 494 คัน ยึดใบอนุญาตขับขี่ 1,741 ราย และส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 13,102 คน
โดยสรุป 2 วัน (11-12 เมษายน 2561) เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาท จำนวน 59,390 ราย ส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 38,546 ราย ยึดใบอนุญาตขับขี่ 4,628 ราย และยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับไว้ 1,475 คัน (รถจักรยานยนต์ 940 คัน, รถยนต์ 535 คัน) ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้จัดสถานที่เก็บรักษารถที่ยึดไว้เป็นอย่างดี โดยเจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับคืนได้หลังเทศกาล.

Cr.thaipost

สำนักข่าววิหคนิวส์