กรุงเทพฯ — 15 สิงหาคม 2569
ย้อนคดีประวัติศาสตร์ “หุ้นชินคอร์ป” หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ให้เงินจากการขายหุ้นและเงินปันผลของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นฯ จำนวน 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผลตามคำพิพากษา ตกเป็นของแผ่นดิน
คดีดังกล่าว ไม่ใช่คดียึดทรัพย์ที่ยังค้างอยู่ในปัจจุบัน เพราะกระทรวงการคลังได้ดำเนินการบังคับตามคำพิพากษาแล้ว โดยกรมบัญชีกลางรายงานในเดือนพฤษภาคม 2553 ว่า สามารถดำเนินการยึดเงินจากบัญชีธนาคารได้ 46,210 ล้านบาท และอยู่ระหว่างดำเนินการกับหน่วยลงทุนอีกประมาณ 163 ล้านบาท จนครบตามจำนวนคำพิพากษา
⚡ 46,373 ล้าน “ปิดบัญชี” ไปนานแล้ว
คำพิพากษาเมื่อปี 2553 เกิดจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปและประเด็นการใช้อำนาจในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินส่วนที่ศาลวินิจฉัยว่าเกี่ยวข้องตกเป็นของแผ่นดิน ขณะที่ทรัพย์ส่วนที่ศาลเห็นว่าเป็นกรรมสิทธิ์เดิมได้รับการคืน
ดังนั้น ไม่ควรนำยอด 46,373 ล้านบาทมารวมกับภาษีที่กรมสรรพากรกำลังเรียกเก็บในปัจจุบัน เพราะเป็นคนละกระบวนการทางกฎหมาย
🔥 เกมใหม่! “17,600 ล้าน” คือภาษีที่ต้องตามเก็บ
ประเด็นที่กำลังเดินหน้าอยู่ในปี 2569 คือคดีภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับในคดีภาษี โดยวินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมาย และให้นายทักษิณรับผิดชำระภาษีจากการขายหุ้น พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมประมาณ 17,600 ล้านบาท
ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรมสรรพากรยืนยันว่า คดีภาษีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว และกำลังติดตามเร่งรัดการชำระหนี้ รวมถึง สอบสวนและติดตามทรัพย์สินทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อยึดหรืออายัดมาชำระหนี้ภาษี หากติดตามจนถึงที่สุดแล้วยังได้รับชำระไม่ครบ กรมสรรพากรระบุว่าสามารถพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายต่อไป รวมถึงการฟ้องล้มละลายภายใต้กรอบเวลาและอายุความที่เกี่ยวข้อง
💥 จึงต้องแยกให้ชัด “ยึดทรัพย์” กับ “เรียกภาษี”
46,373 ล้านบาท — ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน และดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ปี 2553
17,600 ล้านบาท — ภาระภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเป็นประเด็นที่กรมสรรพากรกำลังบังคับจัดเก็บในปัจจุบัน
สองตัวเลขนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องหุ้นชินคอร์ปเหมือนกัน แต่เป็น คนละคดีและคนละกระบวนการทางกฎหมาย
ส่วนการกล่าวว่าเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หากไม่ดำเนินการจนคดีขาดอายุความนั้น ยังไม่ควรฟันธงว่าเกิดความผิดแล้ว เพราะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหน้าที่ตามกฎหมาย การกระทำหรือละเว้น และเจตนาของเจ้าหน้าที่เป็นรายกรณี
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง ข้อมูลกรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร และรายงานเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลฎีกา
#ทักษิณ
#ชินคอร์ป
#ยึดทรัพย์ทักษิณ
#46373ล้าน
#ภาษี17600ล้าน
#กรมสรรพากร
#หุ้นชินคอร์ป
#ศาลฎีกา
#การเมืองไทย
#วิหคนิวส์
