ข่าวประจำวัน » “ศาลฎีกาเพิ่มโทษคดี ม.112 ของอุดม จากจำคุก 4 ปี เป็น 10 ปี เหตุพบความผิดเพิ่มอีก 3 กระทง

“ศาลฎีกาเพิ่มโทษคดี ม.112 ของอุดม จากจำคุก 4 ปี เป็น 10 ปี เหตุพบความผิดเพิ่มอีก 3 กระทง

28 November 2025
15   0

จากกรณีเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 ทนายความได้รับแจ้งว่า “อุดม” อดีตคนงานโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจังหวัดปราจีนบุรีวัย 37 ปี และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ถูกนำตัวไปที่ศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อฟังคำพิพากษาในชั้นฎีกา โดยไม่มีทนายความหรือญาติเดินทางไปด้วย ก่อนทราบว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำเลยฟังแล้วนั้น

จากการติดตามคำพิพากษาต่อมา พบว่าศาลฎีกาได้แก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จากลงโทษจำคุก 4 ปี เป็นพิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี เนื่องจากเห็นว่าจำเลยมีความผิดในอีกสามโพสต์ข้อความที่ถูกกล่าวหาตามที่อัยการยื่นฎีกามา แม้ก่อนหน้านั้นในสามข้อความดังกล่าว ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายกฟ้องก็ตาม โดยตีความมาตรา 112 ให้คุ้มครองถึงอดีตกษัตริย์ด้วย

.

คดีฟ้องทางไกล จำเลยต้องเดินทางไปต่อสู้ต่อเนื่อง ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก กระทง ปี

คดีของอุดม มี พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.สุไหงโก-ลก โดยผู้กล่าวหารายนี้ได้กล่าวหาคดีมาตรา 112 ไว้ไม่ต่ำกว่า 8 คดี

คดี “อุดม” ม.112 ที่นราธิวาส ถูกศาลฎีกาแก้จากจำคุก 4 ปี เป็นจำคุก 10 ปี เห็นว่ามีความผิดเพิ่มในอีก 3 กระทง ตีความคุ้มครองอดีตกษัตริย์ 28/11/2568 admin010 ข่าวสารจากกรณีเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 ทนายความได้รับแจ้งว่า “อุดม” อดีตคนงานโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจังหวัดปราจีนบุรีวัย 37 ปี และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ถูกนำตัวไปที่ศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อฟังคำพิพากษาในชั้นฎีกา โดยไม่มีทนายความหรือญาติเดินทางไปด้วย ก่อนทราบว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำเลยฟังแล้วนั้นจากการติดตามคำพิพากษาต่อมา พบว่าศาลฎีกาได้แก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จากลงโทษจำคุก 4 ปี เป็นพิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี เนื่องจากเห็นว่าจำเลยมีความผิดในอีกสามโพสต์ข้อความที่ถูกกล่าวหาตามที่อัยการยื่นฎีกามา แม้ก่อนหน้านั้นในสามข้อความดังกล่าว ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายกฟ้องก็ตาม โดยตีความมาตรา 112 ให้คุ้มครองถึงอดีตกษัตริย์ด้วย.คดีฟ้องทางไกล จำเลยต้องเดินทางไปต่อสู้ต่อเนื่อง ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 กระทง 4 ปีคดีของอุดม มี พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.สุไหงโก-ลก โดยผู้กล่าวหารายนี้ได้กล่าวหาคดีมาตรา 112 ไว้ไม่ต่ำกว่า 8 คดี

อุดมถูกกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวทั้งหมด 7 โพสต์ ในช่วงเดือนตุลาคม 2563 ถึงเดือนมกราคม 2564 โดยมีโพสต์ที่เป็นภาพและข้อความที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์เองเพียงอย่างเดียว 5 ข้อความ และเป็นโพสต์ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กแชร์ข่าวของสำนักข่าวมติชน และแชร์ข้อความจากเพจ “KTUK-คนไทยยูเค” พร้อมเขียนความเห็นประกอบอีกอย่างละโพสต์

ในการต่อสู้คดีนี้ อุดมยอมรับว่าโพสต์ข้อความตามที่ถูกฟ้องจริง แต่ข้อความต่าง ๆ ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท-ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ไม่ได้มีการเอ่ยนามบุคคลใด ทั้งข้อความแต่ละข้อความก็ตีความถึงบุคคลได้หลากหลาย แม้แต่พยานโจทก์ที่มาเบิกความเอง ก็เห็นไม่ตรงกันว่าแต่ละข้อความหมายถึงสิ่งใด บางข้อความพยานโจทก์ตีความได้ว่าหมายถึงรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 112 ที่คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์องค์ปัจจุบันเท่านั้น

อุดมกับแฟนของเขาต้องลางาน และเดินทางด้วยรถไฟจากจังหวัดปราจีนบุรีไปต่อสู้คดีที่จังหวัดนราธิวาส โดยจนถึงชั้นอุทธรณ์เขาต้องเดินทางไปทั้งหมด 7 ครั้ง

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2565 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้พิพากษาว่าอุดมมีความผิดใน 2 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือโทษจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา แต่ให้ยกฟ้องในข้อความอีก 4 กระทง ซึ่งตีความว่ากล่าวถึงอดีตพระมหากษัตริย์ หรือตีความไม่ได้ว่าหมายถึงบุคคลใด โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวอุดมในชั้นอุทธรณ์

ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อมา โดยอัยการพยายามโต้แย้งว่ามาตรา 112 ไม่ได้บัญญัติว่ากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น แต่คุ้มครองถึงอดีตกษัตริย์ด้วย

ศาลอุทธรณ์ภาค พิพากษายืน อัยการฎีกาต่อ โดยอัยการสูงสุดรับรอง ขอให้ลงโทษกรณีเกี่ยวกับอดีตกษัตริย์

ก่อนเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่ากรณีข้อความ 4 กระทง ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น รัชกาลที่ 9 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 112  ส่วนอีก 1 กระทง ที่โจทก์ขอให้ศาลลงโทษด้วยนั้น เห็นว่าการนำสืบของโจทก์ยังไม่ชัดแจ้งว่าภาพในโพสต์นั้น เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 การกระทำของจำเลยยังจึงไม่ครบองค์ประกอบตามมาตรา 112

ส่วนอีก 2 กระทง ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นพ้องกับศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าเป็นข้อความที่ทำให้รัชกาลที่ 10 และพระราชินีเสื่อมเสียพระเกียรติ เกิดความเสียหาย อันเป็นการหมิ่นประมาท ครบองค์ประกอบตามมาตรา 112 แล้ว

ในการประกันตัวชั้นฎีกา ศาลจังหวัดนราธิวาสได้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ต่อมาวันที่ 31 ส.ค. 2566 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้อุดมถูกคุมขังมานับแต่นั้น ถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปี 3 เดือนแล้ว

จากนั้น ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ยื่นฎีกาต่อมา โดยโจทก์ ได้แก่ มนต์ทิพย์  ชลนาคเกษม อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 เป็นผู้เรียงฎีกา พร้อมได้รับการรับรองให้ฎีกาจากอัยการสูงสุดในขณะนั้น คือ อำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ โดยขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาในส่วนของกระทงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้อง พร้อมมีการอ้างอิงฎีกาที่ 6374/2556 กรณีตีความว่ามาตรา 112 คุ้มครองไปถึงอดีตกษัตริย์ คือรัชกาลที่ 4

ขณะที่ฝ่ายจำเลยก็ยื่นฎีกา ขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาในส่วนของข้อความ 2 กระทง ยืนยันว่าไม่ได้เป็นข้อความที่เป็นการดูถูก เหยียดหยาม หมิ่นประมาท ไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 112  โดยมีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตีความ ม.112 คุ้มครองอดีตกษัตริย์ โดยเฉพาะรัชกาลที่ แก้ให้ลงโทษอีก กระทง

สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกา ลงวันที่ 11 ก.ย. 2568 ระบุโดยสรุปว่า ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อความและภาพในเอกสารแนบท้ายหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ

ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับโพสต์ข้อความเกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติไว้ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แยกต่างหากจากความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองและป้องปรามมิให้มีการละเมิดต่อพระเกียรติยศและชื่อเสียงขององค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ให้ความสำคัญ และมีบทบัญญติให้คุ้มครององค์พระมหากษัตริย์ไว้เป็นการเฉพาะเช่นกัน

การตีความเพื่อบังคับใช้กฎหมาย จึงต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ที่นอกจากจะปกป้องคุ้มครองพระเกียรติยศและชื่อเสียงองค์พระมหากษัตริย์แล้ว ยังมุ่งหมายที่จะรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และป้องปรามมิให้มีการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติด้วย

ประกอบกับมาตรา 112 มิได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ซึ่งคงครองราชย์อยู่ในขณะกระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้นแม้การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จะได้กระทำต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว ก็ยังคงเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายอดีตพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชกาลที่ 9 ย่อมมีผลกระทบต่อพระเกียรติยศและชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันที่ครองราชย์อยู่โดยตรง

อีกทั้งหากตีความว่าบทกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังคงครองราชย์อยู่เท่านั้น ก็จะเป็นการชี้ช่องให้เกิดการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท อันเป็นผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้อย่างไม่มีสิ้นสุด และแม้ว่ารัชกาลที่ 9 จะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่ประชาชนชาวไทยตลอดจนชาวต่างชาติ ยังคงเคารพรักเทิดทูนพระองค์ท่านด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และชื่นชมในพระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตรในด้านต่าง ๆ ทั้งในบทบาทหน้าที่ของพระประมุขตามรัฐธรรมนูญ และบทบาทหน้าที่ของพระมหากษัตริย์นักพัฒนาจนพระเกียรติคุณเห็นได้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจและความรู้สึกของประชาชนที่ยังจงรักภักดีและเคารพเทิดทูนพระองค์ท่าน จนอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้

จากนั้น ศาลฏีกาได้พิจารณาข้อความตามที่โจทก์ฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาทีละข้อความ โดยข้อความเกี่ยวกับการสอนให้อยู่อย่างพอเพียง แม้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าหมายถึงบุคคลใด แต่มีพยานโจทก์ตีความว่าสื่อความหมายถึงรัชกาลที่ 9 ศาลพิจารณาเห็นว่าเป็นข้อความที่เปรียบเทียบประชดประชัน เป็นการดูหมิ่น ด่าทอ สบประมาทรัชกาลที่ 9 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112

ส่วนข้อความที่มีการเปรียบเทียบเรื่อง 4,000 โครงการ กับกรณีดาราที่นำแผงโซลาร์เซลล์นำไฟฟ้าไปติดตั้งให้ประชาชน แม้มิได้มีการระบุชื่อบุคคลหรือโครงการใด ๆ  แต่ศาลรับฟังพยานโจทก์ว่าตีความได้ว่าสื่อถึงโครงการในพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ข้อความเป็นไปในเชิงด้อยค่าประชดประชัน จึงเห็นว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทรัชกาลที่ 9 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112

และข้อความที่เป็นการแชร์โพสต์จากเพจ “KTUK-คนไทยยูเค” เกี่ยวกับการแจกถุงยังชีพพระราชทาน ซึ่งปรากฏภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 ศาลเห็นข้อความประชดประชัน ด้อยค่าองค์พระมหากษัตริย์ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ อันมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นแล้ว จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112

ส่วนข้อความที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และเกี่ยวกับการประหารชีวิตสามจำเลยในคดีถูกกล่าวหาว่าลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 รวมสองข้อความ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ข้อความมีลักษณะเป็นการเหน็บแหนมประชดประชัน แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการประชดประชันผู้ใด กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ในส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อความ 2 กระทงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษนั้น ศาลฎีกาพิจารณา ข้อความที่มีภาพเปรียบเทียบรัชกาลที่ 10 กับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เห็นว่าเป็นการเหน็บแหนม ด้อยค่าองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี อันเป็นการหมิ่นประมาทแล้ว ครบองค์ประกอบตามมาตรา 112

ส่วนข้อความที่มีการแชร์โพสต์ข่าวเรื่องการโปรดเกล้าพระราชทานยศทหาร “พลตรีหญิงสุทัตตาภักดิ์ บริรักษ์” โดยมีพระกษัตริย์เป็นผู้ลงปรมาภิไธย ศาลเห็นว่าข้อความที่คอมเมนต์จากการแชร์ข่าว เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามพระมหากษัตริย์ เป็นการหมิ่นประมาทต่อบุคคลที่สาม ครบองค์ประกอบตามมาตรา 112 แล้ว

จึงยกฎีกาของจำเลยทั้งสองกระทงศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ตามฟ้องในอีก 3 กระทง ด้วย ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว คงจำคุก 10 ปีองค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา ได้แก่ สัมพันธ์ บุนนาค, จักรี พงษธา, สุทธิ จันทรสุทธิ