ข่าวประจำวัน » พังเพราะเชื่อตั้ม !! เขมรินทร์ แฉชี้เบื้องหลังชีวิตโจ๊กพัง

พังเพราะเชื่อตั้ม !! เขมรินทร์ แฉชี้เบื้องหลังชีวิตโจ๊กพัง

9 January 2026
41   0

เดลินิวส์ – “เขมรินทร์” เผยหมดเปลือกสาเหตุแตกหัก “บิ๊กโจ๊ก” เพราะพี่ชายถูกสั่งให้ขึ้นไปพูดแถลงข่าวบนเวทีโยงเส้นเงินถึงอดีต ผบ.ตร. ชี้อยากให้ท่านคิดว่าชีวิตเดือดร้อน เพราะไปเชื่อกุนซือทนายไฮโซที่อยู่ในคุกใช่หรือไม่

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิสมัย อดีต ผกก.ตม.จว.จันทบุรี อีกหนึ่งอดีตลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. และเป็นน้องชายของพ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย โดยเจ้าตัวเปิดใจเล่าว่า ความจริงแล้วที่ออกมาเปิดเผยในวันนี้ เป็นเพราะโพสต์ความจริง 10 ประการในเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวพี่ชายเป็นประเด็นขึ้นมา จึงตั้งใจโพสต์เพื่ออยากให้เพื่อนพี่น้องในเฟซบุ๊กได้ทราบ และไม่อยากให้เป็นห่วง เพราะมีแต่คนสอบถามเข้ามา ส่งกำลังใจมาให้

ยืนยันวันนี้ไม่ต้องการออกมาพูดอวยหรือดิสเครดิตใคร เพราะมันไม่มีประโยชน์ แม้จะถูกดำเนินคดีมากว่า 2 ปี ก็ไม่เคยแม้แต่ไปแสดงความคิดเห็นหรือโพสต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะตนมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อสู้คดีตามระเบียบและแนวทางของกฎหมาย พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

แต่ปรากฏว่าพอมีข่าวพี่ชายออกมา ก็เลยรู้สึกว่าการที่เราเงียบ มันจะยิ่งเพิ่มความห่วงใยให้กับคนรอบข้างหรือไม่ เพราะเราไม่สื่อสารกับใครเลย จึงตัดสินใจสื่อสารลงไปในเฟซบุ๊ก ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง สไตล์ขำๆ เป็นตัวเอง

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและอดีตผู้บังคับบัญชา ยืนยันเราไปทำงานด้านการสืบสวนเท่านั้น ซึ่งเป็นงานที่ตนเองถนัด ไม่มีมิติความสัมพันธ์ด้านอื่น ไม่ได้มีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือไปเกี่ยวข้องชีวิตส่วนตัวท่าน “ใช้งาน ทำงาน แถลงข่าว และก็พักไม่กี่วัน มอบงานใหม่ให้ ตนเองใช้ชีวิตแบบนี้มาจนเกือบจะ 10 ปีแล้ว”

พ.ต.อ.เขมรินทร์ ย้ำว่า การได้เข้าไปทำงานกับอดีตผู้บังคับบัญชา ตนเองไม่เคยผิดหวังและไม่เคยเสียใจ เพราะเราไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เราโตพอที่จะเลือกเองได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นย่อมดีเสมอ ทุกอย่างเป็นโชคชะตา ในวันนั้นเราเข้ามาทำงาน ก็เพราะท่านเรียกให้เข้ามาทำงาน ยิ่งทำงานสำเร็จ ท่านก็ยิ่งมอบหมายงานให้เรื่อยๆ เพราะทำงานกับท่านแล้วมันโอเค เป็นนายที่สั่งงานแล้วสนับสนุนในการทำงาน

สั่งแล้วให้งบประมาณ สั่งแล้วติดขัดอะไรรายงานไปก็ประสานงานให้ ต้องการความร่วมมือจากหน่วยงานไหนหรือส่วนไหนท่านก็จัดการให้ ถ้ามันจะมีผลลัพธ์ที่ดีในการคลี่คลายคดี ซึ่งแนวทางแบบนี้ในตอนนั้น ตนเองก็ทำงานสนุก“วันหนึ่งเมื่อถึงวันที่เราถูกดำเนินคดีร่วมกัน เป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีร่วมกัน มันก็จะต้องร่วมกันต่อสู้คดีที่เกี่ยวข้องกัน แต่พอถูกดำเนินคดีหน้าที่สืบสวนตนเองก็ไม่ได้ทำแล้ว มิติความสัมพันธ์นั้นเลยหายไป มันก็กลายมาเป็นมิติความสัมพันธ์ใหม่ที่ต้องมาตกเป็นผู้ร่วมสู้คดี และตลอดเวลาที่ผ่านมาตนเองยังไม่เห็นแนวทางในการต่อสู้คดีของท่าน แนวทางมันไม่ตรงกัน แนวทางการต่อสู้ของตนเองต้องถูกต้อง ตรงไปตรงมาอย่างลูกผู้ชาย อย่างสุภาพบุรุษ แม้เราจะถูกกระทำหรือต้องเจอกับวิธีการที่กระทำต่อเราแบบไม่ถูกต้อง”

พ.ต.อ.เขมรินทร์ กล่าวพ.ต.อ.เขมรินทร์ ยอมรับว่า จุดแตกหัก คือ เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2567 ทำให้ตนตัดสินใจถอยออกมา เพราะมีเหตุการณ์ที่คณะที่ปรึกษาทางกฎหมายของท่าน ได้เชิญสื่อมาและตั้งโต๊ะแถลงข่าว มีการเปิดเผยเส้นเงินไปยังบุคคลต่างๆ และเมื่อจบการแถลงข่าว ก็มีท่าน พล.ต.ต.นําเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ มาพูดเปิดเส้นเงินทั้งหมด 38 เส้น และพูดพาดพิงถึงบุคคลอื่น ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นจริงหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ตอนแรกท่านจะให้พี่ชายตนเองเป็นคนพูดบนเวที พอตนรู้ก็ไม่พอใจและไม่ยอมให้พี่ชายทำ

จึงมีความขัดแย้งรุนแรงกันกับท่าน แต่ยืนยันว่าไม่มีการทำร้ายร่างกายในวันนั้น เพราะท่านคงไม่กล้า เพราะรู้ว่าคงเจอสวน แต่ก็รู้มาว่าท่านก็พูดกับคนอื่นหลังจากที่ตนเองออกมาว่า “ใครจะทำงานกับมันก็ทำไป แต่ท่านไม่ใช้งานแล้ว”“ท่านเสียลูกน้องไปคนนึงแล้ว คือผม ถ้าท่านเรียนรู้ ท่านคิด ท่านคงจะไม่ทำอะไรให้เสียลูกน้องคนต่อไปอีก แต่ไม่รู้ท่านฟังใคร ท่านก็ยังเสียพี่ชายผมไปจนได้” พ.ต.อ.เขมรินทร์ กล่าว.

พ.ต.อ.เขมรินทร์ ยอมรับว่า เห็นใจพี่ชายมากที่ต้องทนอยู่ต่อ ไม่ทิ้งน้องๆ เพราะเป็นห่วงน้องๆ อีกหลายคนที่ถูกดำเนินคดีอยู่ด้วย พี่ชายตนเองเป็นสุภาพบุรุษมาก ซึ่งตนเองก็ย้ำกับพี่ชายว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือ ตนเองก็พร้อมซัพพอร์ตพี่ชาย แต่ส่วนตัวตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ได้ทำงานหรือติดต่ออะไรกับท่านแล้ว

“ยังไงผมก็เคารพท่าน ต่อให้ไม่เป็นผู้บังคับบัญชา ท่านก็เป็นรุ่นพี่ ท่านมีพระคุณกับผม แต่มันก็คนละเรื่องกัน เชื่อว่าบนโลกนี้ ไม่มีใครมีพระคุณไปมากกว่าพ่อแม่ แต่จะให้พ่อแม่มีพระคุณกับชีวิตผมมากถึงขนาดไหน วันนึงจะมาบอกให้ผมฆ่าใคร การมีพระคุณไม่ใช่ว่าจะให้ใครไปทำอะไรก็ได้ มันต้องอยู่ในศีลในธรรม ต้องอยู่ในครรลอง อยู่ในความถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะผมเป็นตำรวจในสายเลือด ถูกเลี้ยงมาอย่างสุภาพบุรุษ ไม่ว่าจะมีบุญคุณขนาดไหน แต่ไม่มีอะไรจะสูงไปกว่าศีลธรรมหรือจริยธรรม” พ.ต.อ.เขมรินทร์ กล่าว

พ.ต.อ.เขมรินทร์ บอกอีกว่า “ท้ายที่สุดแล้วผมก็ยังห่วงใยท่าน แต่อยากให้แยกแยะว่าอะไรทำให้ท่านเดือดร้อน ไม่ใช่พวกผมและไม่ใช่คนทำงานอย่างผม พวกกุนซือที่มันอวยท่านเข้ารกเข้าพง แนะนำเมื่อไหร่ฉิบหายเมื่อนั้น ท่านเดือดร้อนเพราะคนพวกนี้ ทนายไฮโซวันนี้อยู่ไหน ที่ไปแนะนำหรือร่วมอะไรกับท่าน อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีพระคุณต่อท่าน ท่านก็ไปปรึกษาหารือกับกุนซือทนายไฮโซ กำลังป่วย กำลังเครียด ก็ไปวางแผนทำลายดิสเครดิตอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งๆ ที่เขาเคยสนับสนุนท่าน แบบนี้มันก็ไม่ถูก วันนี้อยากให้ท่านไปดูดีๆ ว่าท่านเสียหายเพราะใคร ท่านต้องเดือดร้อนบานปลายเพราะใคร อยากให้ไปนึกดีๆ ว่ามันใช่พวกพี่ๆ น้องๆ หรือไม่ ที่ทำให้ท่านเดือดร้อน คดี BNK พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกท่านหลายครั้งแล้ว ท่านเชื่อใครล่ะ ใครบอกท่านว่าไม่ต้องไป ในขณะที่พี่น้องบอกให้ท่านไปรับทราบข้อกล่าว เพราะไม่เห็นจะมีอะไร ถ้าเราไม่ได้ผิด สุดท้ายท่านถูกออกหมายจับเพราะใคร

“แล้วใครจะมาบอกว่าพี่ชายผมอกตัญญู อย่างน้อยเขาก็ออกมาพูดในข้อเท็จจริง เพื่อรักษาความถูกต้อง ปกป้องไม่ให้น้องๆ ที่อยู่รอบตัวได้รับผลกระทบไปเรื่อยๆ ครอบครัวหลายคน ต้องมารับผลในสิ่งที่ไม่ได้ทำ” พ.ต.อ.เขมรินทร์ กล่าว

เมื่อถามถึงในวันนี้เป็นห่วงพี่ชายหรือไม่ที่ออกมาเคลื่อนไหว พ.ต.อ.เขมรินทร์ ระบุว่า เป็นห่วงอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องผลทางคดี แต่เป็นห่วงเรื่องความรู้สึกที่เขาแบกรับมาตลอด เขาเป็นสุภาพบุรุษและมีความรับผิดชอบสูงมาก และเขารู้สึกผิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้องได้รับผลกระทบ รวมไปถึงครอบครัวของน้องๆ วันนี้เขาต้องรวบรวมความกล้าที่จะออกมาชน ปะทะกับแรงต่อต้านทั้งความคิดเห็นที่หลากหลายของสังคม อีกทั้งตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่เขาแบกรับความรู้สึกนี้มามากพอแล้ว แต่เขาก็ยังกล้าหาญ ตนเองในฐานะน้องก็ยังรักและเป็นห่วงพี่ชายอยู่ดี แม้พี่ชายจะไม่เคยมาโทษอะไร แต่การโพสต์ความจริง 10 ประการ ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ตนเองได้บอกกับพี่ชายว่า

“ในใจผมก็รู้สึกว่าพี่เราที่ได้รับราชการ และเป็นที่ยอมรับของพี่น้องตำรวจและประชาชนในพื้นที่ แต่วันนี้เขาต้องมาเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนเองไปลากพี่มาเดือดร้อนทำไม”

เมื่อถามถึงเรื่องราวคดีติดสินบนทองคำ ป.ป.ช. พ.ต.อ.เขมรินทร์ เล่าว่า ตนเองทราบเรื่อง เพราะพี่ชายโทรฯ มาปรึกษา บอกว่าได้รับมอบหมายให้ไปทำแบบนี้ ด้วยความเป็นนักสืบทั้งคู่ ก็รู้สึกแปลกใจ เพราะตัวละครที่พี่ชายไปหาก็ไม่ได้เป็นคนที่พี่ชายรู้จักส่วนตัวด้วยซ้ำ ก็ยังสงสัยว่าทำไมเขาไม่ไปให้กันเอง เราจึงตั้งข้อสังเกต เพราะอะไรที่มันสุ่มเสี่ยงจะอันตราย ท่านก็มักจะมอบให้คนอื่นทำ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรหรือไม่ พี่ชายเราไม่ได้รู้ว่าเขาตกลงอะไรกัน จึงได้ย้ำพี่ชายให้ระวังตัว ถ้ามันปฏิเสธที่จะไม่ทำไม่ได้ ตอนไปก็ให้เก็บพยานหลักฐานให้ละเอียดเรียบร้อย ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมา เราจะได้เอาไว้ป้องกันตนเอง จึงเป็นที่มาของการที่พี่ชายถ่ายคลิปซ้อนที่เขาสั่งการให้ถ่าย ถึงขั้นต้องแวะซื้อหนังสือพิมพ์ยืนยันว่าเหตุเกิดวันไหน กระทั่งเหตุการณ์จบไป สุดท้ายเรื่องมันแดงขึ้น เริ่มมีการติดต่อมาทางพี่ชายว่าให้รับผิด โชคดีที่มีเสียงบันทึกการสนทนาไว้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะเรื่องมันฉิบหาย พี่ชายก็ถูกให้รับผิดอีกแล้ว มันถึงทำให้พี่ชายทนไม่ไหว ต้องออกมาสื่อสารผ่านสื่อให้น้องๆ เลือกว่าจะอยู่อย่างไร

ส่วนเรื่องการลงไม้ลงมือกับลูกน้องใกล้ตัวจริงหรือไม่ พ.ต.อ.เขมรินทร์ ระบุว่า ไม่อยากพาดพิงถึงบุคคลที่สาม แต่เท่าที่รู้ก็เป็นลูกน้องรอบตัวท่าน ที่ดูแลใกล้ชิดท่านจะโดน เราเองก็ยังแปลกใจว่าเขาอยู่กันอย่างไร เราก็ตกใจมาเห็นชีวิตความเป็นอยู่ส่วนตัวในช่วงที่เราถูกดำเนินคดี เด็กทำอะไรให้เขาไม่ถูกใจ ก็ลงไม้ลงมือ แต่ตนเองก็ไม่ได้สนิทกับทุกคน บางคนที่สนิทก็โทรฯ มาระบายความเครียด บางคนกระทบไปถึงครอบครัว เมียเครียดถึงขั้นจะหย่าร้าง ทนไม่ไหว ต้องไปพบจิตแพทย์กินยา

“ถ้าเขาบริสุทธิ์อยู่นิ่งๆ ก็จะจบแบบ โดยที่ไม่ต้องดิ้น แต่ที่ต้องดิ้น ก็ต้องไปคิดเอาเองว่าทำไมต้องดิ้น ครอบครัวผมวันนี้ผ่านมาได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย หากตำรวจหรือหน่วยงานไหน จะเรียกเข้าไปให้ข้อมูล ก็จะเข้าไปให้ตามข้อเท็จจริง” พ.ต.อ.เขมรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

CR : เดลินิวส์