ข่าวประจำวัน » จ่ายส่วย ป.ป.ช. !! เดือนละแสน บิ๊กเต่าเร่งสอบ คดีพาดพิงโจ๊ก

จ่ายส่วย ป.ป.ช. !! เดือนละแสน บิ๊กเต่าเร่งสอบ คดีพาดพิงโจ๊ก

8 January 2026
118   0

อิศรา – ‘บิ๊กเต่า’ เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคลิปเสียงลับพาดพิง ‘บิ๊กโจ๊ก’ จ่ายส่วยดูแล ‘บิ๊ก ป.ป.ช.’ เดือนละแสน ชี้หากพบผิด จะตั้งเป็น ‘คดีใหม่’ เหตุต่างกรรมต่างวาระ ขณะที่ ‘พยานปากสำคัญ’ ให้ปากคำตำรวจ ระบุมี ‘เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.’ ร่วมขบวนการ จัดฉากแต่งบัญชีทรัพย์สินเท็จให้ ‘อดีต รอง ผบ.ตร.’

………………………………………..

จากกรณี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีต รองผู้บังคับบัญชาการตํารวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ พวก รวม 6 คน กรณีติดสินบนวิ่งเต้นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ช่วยเหลือคดีพัวพันเว็บพนันออนไลน์ ที่อยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. ด้วยทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท นั้น

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) กล่าวความคืบหน้าคดีนี้ว่า ในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 คน ในคดีนี้ ขณะนี้มีการแจ้งข้อหา ไปแล้ว 2 คน คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และนายสมบัติ ธรธรรม ส่วนบุคคลอื่นที่เหลือ มีการสอบปากคำไปเบื้องต้นแล้ว เช่น นายสุรสิทธิ์ ที่มีการสอบปากคำไปเบื้องต้น และอยู่ระหว่างการรวบรวมว่าจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่

ส่วนบุคคลที่ตำรวจได้เรียกให้เข้ามาพบ แต่ก็ยังไม่เข้ามาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ นายสรพงษ์ นายสุรสิทธิ์ ส่วนนายสามารถ ทราบว่า ยังอยู่เมืองนอก ขณะที่ นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ออกหมายเรียก เพราะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาได้มีการเรียกพยานบุคคลปากสำคัญเพิ่มเติมอีกหลายปาก ซึ่งคำให้การของพยานเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

สำหรับกรณีที่ปรากฎข้อมูลในคลิปเสียงลับที่มีการพูดพาดพิงในลักษณะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้เงินรายเดือนดูแล นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. เดือนละ 1 แสนบาท นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และ เก็บรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เบื้องต้นพอมีพยานหลักฐานเรื่องนี้บ้างแล้ว แต่ต้องขอเวลาตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงให้แน่ชัดก่อน ทั้งนี้ หากพบหลักฐานว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จำเป็นต้องแยกเรื่องดังกล่าวออกมาเป็นอีกหนึ่งคดีเนื่องจากเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวว่า กรณีการส่งสำนวนคดีไปให้กับ ป.ป.ช. ไปก่อนหน้านี้ เพราะจะได้ทราบแนวทางทางกฎหมายของ ป.ป.ช.ว่า จะดำเนินการอย่างไร แต่ถ้าสำนวนกลับมาที่ตำรวจ ก็จะต้องพิจารณาอีกทีว่าตัวละครคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่เหลือ จะกันไว้เป็นพยานหรือดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนวันนี้ยังไม่มีใครประสานเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังสืบสวนสอบสวนตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับคดีสินบนทองคำแท่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ฯยังได้สืบพบพยานหลักฐานสำคัญ ซึ่งเป็นหลักฐานใหม่ ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนคดี “ร่ำรวยผิดปกติ แจ้งทรัพย์สินเท็จ” ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ขึ้นมาดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติมใหม่อีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้สำนวนคดีดังกล่าวถูกดองเก็บไว้อยู่ในความดูแลของ ป.ป.ช. ภายใต้การควบคุมของ นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. นานหลายปี แต่กลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร

โดยเหตุผลหลักที่ทำให้คดีดังกล่าวกลับมาอยู่ในความสนใจของเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวให้ความสนใจเร่งดำเนินการตรวจสอบ เป็นผลมาจากการเข้าให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ของพยานรายใหม่อีกราย เมื่อวานนี้ (7 ม.ค.)

ทั้งนี้ การปรากฎตัวของพยานคนดังกล่าว ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งคำให้การของพยานคนนี้ ยืนยัน ว่า ตนเองได้ถูก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ใช้ให้คอยติดต่อประสานกับ นายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการ ป.ป.ช. และนายสมภพ ไทยธีระเสถียร หรือ “อั้ง เมืองชล” เซียนพระชื่อดัง ในการจัดทำเอกสารชี้แจงที่ไปที่มาทรัพย์สินอันเป็นเท็จเพื่อแสดงต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับแหล่งที่ไปที่มาของเงินที่นำไปซื้ออาวุธปืนจำนวนรวมกว่าร้อยกระบอกมาครอบครอง

ขณะเดียวกัน คำให้การของพยานรายดังกล่าว สอดคล้องกับแนวทางสืบสวนที่ชุดคลี่คลายคดีสืบ ซึ่งพบว่า การจัดทำเอกสารชี้แจงทรัพย์เท็จของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีการทำกันเป็นขบวนการ โดยเริ่มจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งให้ ลูกน้องนำข้อมูลทรัพย์สินอาวุธปืนที่มีอยู่ทั้งหมดไปมอบให้กับ นายสมบัติ และนายสรพงษ์ ลูกน้องของนายสมบัติ ที่บ้านพักของนายสรพงษ์ เพื่อที่ นายสมบัติ และ นายสรพงษ์ จะได้นำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการหารือวางแนวทางการแต่งบัญชี เพื่อปกปิดช่องโหว่หรือข้อสงสัยต่างๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบ

อีกทั้งยังพบว่าในระหว่างที่มีการดำเนินการจัดทำเอกสารชี้แจงนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้ให้ลูกน้องจัดซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้กับ นายสมบัติ จำนวน 1 เครื่อง เพื่อใช้สำหรับติดต่อพูดคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งหลังจากนายสมบัติ รับโทรศัพท์เครื่องนี้ไปก็มีการสร้างแอคเคาท์บัญชีไลน์อวตารใหม่ขึ้นมา โดยใช้ชื่อบัญชี ว่า “ทัตเทพ” เพื่อปกปิดตัวตน และทำให้ยากต่อการตรวจสอบ หากเรื่องดังกล่าวถูกเปิดโปงขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการหารือ ทั้งนายสมบัติ และนายสรพงษ์ มีความเห็นตรงกันว่า จำเป็นจะต้องจัดทำข้อมูลเท็จเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้ซื้อปืนขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่ โดยมีการเสนอแนะให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทำนิติกรรมอำพรางขึ้นมาเพื่อนำไปใช้อ้างถึงที่มาของเงินในการซื้อปืน ว่า มาจากเงินรายได้ค่าส่วนแบ่งนายหน้าซื้อขายพระเครื่อง

หลังจากได้แนวทางการสร้างหลักฐานเท็จดังกล่าวขึ้นมา ทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้ติดต่อไปยัง นายสมภพ ไทยธีระเสถียร หรือ “อั้ง เมืองชล” เซียนพระชื่อดัง ให้ดำเนินการกุเรื่องซื้อขายพระต่างๆขึ้นมา ก่อนจะมีการแอบอ้างว่ามีการซื้อขายพระเครื่องกับ ร.ต.สมพร กุลวานิช อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และเซียนพระต่างๆ จนเป็นแหล่งที่มาของเงิน จากนั้นก็จะนำยอดเงินดังกล่าวไปยื่นขอชำระภาษีย้อนหลัง 5-6 ปี

ทั้งนี้ การทำนิติกรรมอำพรางซื้อขายพระเครื่องแต่ละครั้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และพวก จะพยายามทำให้ยอดเงินค่านายหน้าซื้อขายพระสัมพันธ์กันกับยอดเงินซื้อปืน

พร้อมกันนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้ให้ลูกน้องนำเงินสดจำนวนมากจากบ้านของตนเอง ไปส่งมอบให้กับ นายสมภพ หรือ “อั้ง เมืองชล” ที่บ้านพัก เพื่อจัดฉากถ่ายรูปสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะขนเงินสดกลับไปเก็บไว้ที่บ้านพักตามเดิมในวันเดียวกัน

ขณะที่ในส่วนของขั้นตอนการทำเอกสารชี้แจงเท็จ นายสมบัติ จะให้นายจัตุรงค์ พนักงานไต่สวน ป.ป.ช. คอยร่างเอกสารขึ้นมา ก่อนส่งมาให้ตัวเองตรวจสอบความเรียบร้อย และส่งให้กับเจ้าหน้าที่หญิงของ ป.ป.ช. รายหนึ่ง อักษรย่อ อ. ที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบทรัพย์สิน ตรวจสอบคำชี้แจงดังกล่าว หากคำชี้แจงดังกล่าวยังมีข้อบกพร่อง ก็จะมีการแจ้งเตือนกลับมา

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวยังพบความเชื่อมโยงเส้นทางการเงินระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ ว่ามีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน อาทิ การช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการจัดหาคิวฉีดวัคซีนป้องกันโควิด การจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด

รวมถึงยังพบว่าในช่วงห้วงเวลาเดียวกัน คนใกล้ชิด หรือ ภรรยาของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ บางราย ยังได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำรวจ ผ่านหลักสูตร กอศ. เมื่อปี 2566 อีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ภรรยา หรือ คนใกล้ชิด ของ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ ผ่านการคัดเลือกเข้ารับราชการถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่

CR: สำนักข่าวอิศรา

ภาพ: ARTICLE