“ชูวิทย์” ซัด “ไอซ์–พรรคส้ม” ชี้คำว่า “ทหารมีไว้ทำไม” แทงใจทหาร–คนไทย บาดลึกเกินแก้ เตือนการเมืองใหม่ต้องกล้ายอมรับผิด ไม่ใช่พาประเทศไปเสี่ยงด้วยวาทกรรมไร้ประสบการณ์
วันที่ 6 ม.ค.2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง “ไอซ์ รักชนก” ระบุว่า ไอซ์เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ฝ่าดงหินขี่จักรยานหาเสียงจนได้เข้าสภา ทำหน้าที่โดดเด่นทั้งๆ ที่เป็น ส.ส. สมัยแรก แต่เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วไป ด้วยบุคลิก วาจา การเรียนรู้การเมืองทันเกม จึงกลายเป็น “ดาวกฤษ์” อย่างรวดเร็ว สส. สมัยแรกอย่างไอซ์ทำหน้าที่ได้คุ้มค่าเงินเดือนจากภาษีย่อมน่ายกย่อง เมื่อไอซ์ชี้แจงเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม?” ในโซเชียลเพื่อให้เข้าใจว่า พรรคส้มหมายถึง “ทหารมีไว้รบ ปกป้องอธิปไตย“ ไม่ใช่ ”เอาทหารชั้นผู้น้อยไปตัดหญ้า ล้างห้องน้ำ ซักกางเกงในให้เมียนายพล ปรนนิบัติลูกเมียทหารผู้ใหญ่ หรือนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินเดือนมาใช้“ ไอซ์โดนคนต่อว่าไปยุ่งกับทหารทำไม? ทั้งหัวหน้าเท้งเองก็โดนแม่ค้าไล่กลางตลาดที่ขอนแก่น
แม้ไอซ์อยากจะชี้แจง แต่ชาวบ้านบางคนอารมณ์ขึ้น ไม่อยากฟัง เดินหนี ทีมงานผู้สมัครพรรคประชาชนก็โห่ไล่ชาวบ้านผู้หญิงคนนั้น หากให้ความเป็นธรรม ในฐานะที่ไอซ์อายุยังไม่มาก ประสบการณ์ทหารยังมีน้อย หรืออาจเรียกว่าไม่มีเลยก็ได้ ได้ยินได้ฟังเรื่องทหารชั้นผู้น้อยมาจากข่าว หรือฟังมาจากคนอื่นๆ อย่างที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส.หรือแม้แต่ฟังมาจากทหารชั้นผู้น้อยที่ประสบเรื่องราวมาด้วยตัวเองเล่าให้ฟัง
ที่ผมพูดไม่ได้มีเจตนาไปดูถูกความคิดไอซ์แต่อย่างใด แต่ไอซ์ต้องทราบเรื่องสำคัญของทหาร คือ “สายบังคับบัญชา” มีทหารชั้นพลทหาร ไปถึงระดับนายพล พลทหาร คือ “ทหารเกณฑ์“ ที่ไอซ์พูดถึงบรรดาทหารเกณฑ์เมื่อแรกเริ่มเข้ามาจะถูกใช้จริงอย่างที่ไอซ์ว่าไว้ แม้ไม่ถึงกับไปซักกางเกงในให้เมียเจ้านาย แต่การเป็นทหารรับใช้ทำงาน “สู้กับหญ้า ฆ่ากับมด” มันมีแน่นอน และรู้ไหมว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ยุคไหน ผมว่าธรรมเนียมปฏิบัติทหารรับใช้มีมาก่อนไอซ์และผมเกิด วิธีการแบบ “สังคมทหาร” คงมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว
โดยปัจจุบันลดลงไปมาก แน่นอนว่ายังมีอยู่ แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เท่ากับการที่บอกว่า “ทหารมีไว้ทำไม?” ใช่ ทหารต้องมีไว้รบเมื่อมีศึกสงคราม เกิดการรุกรานจากเพื่อนบ้านบ้าอำนาจอย่างฮุนเซน แต่ที่พรรคส้มบอกว่า “หากมีสงคราม ก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะรบชนะ” ผมว่าตรงนี้มากกว่าที่บาดใจทหาร และคนไทย มากกว่า ใช้ทหารชั้นผู้น้อยไปตัดหญ้า มากกว่า ใช้ไปล้างห้องน้ำ มากกว่า แม้กระทั่งไปซักกางเกงในให้เมียนายพลจากสงครามชายแดนที่มีทหารบาดเจ็บล้มตาย เพราะการต่อสู้ปกป้องอธิปไตยของไทย ตรงนี้มากกว่าที่ควรถูกชี้แจงอย่างซื่อๆ ตรงๆ ตามสไตล์พรรคส้มว่า “เป็นความผิดพลาดที่สื่อสารไปอย่างนั้น นักการเมืองพูดผิดได้ นโยบายผิดได้ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นักการเมืองพูดจะถูกไปเสียหมดแล้วหาทางไปแก้ตัว“ ต้องยอมรับว่า
ขณะนั้นพรรคส้มอาศัยกระแส “คนเบื่อลุง” โจมตีทหาร ทำให้คำพูดได้ใจบรรดากองเชียร์ และผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ในขณะที่ไทยไม่มีภัยสงครามมานาน ปัจจุบันพรรคส้มมีเท้งเป็นหัวหน้า เหนือเท้งขึ้นไปยังมีธนาธรอีก และทุกคนก็รู้ว่าธนาธรเป็นผู้กำหนดวิธีคิดแนวนโยบายให้พรรคส้ม ไอซ์เป็นเพียงผู้ปฏิบัติ เป็นกลไกหนึ่งในพรรคส้มที่ต้องฟังธนาธร หรือสิ่งที่กรรมการบริหารพรรคกำหนดมาให้ตอบโต้ โดยที่ไอซ์ไม่รู้จัก “สังคมทหาร” ดีพอด้วยวัยวุฒิยังน้อย และไม่เคยเป็นทหาร งแม้จะบอกว่าเข้าใจหัวอกทหารจริงๆ แต่ประชาชนก็มองไอซ์ หรือแม้แต่ธนาธรว่ามีภาพลักษณ์ต่อต้านทหารด้วยคำพูดในขณะนั้น
อย่างที่พรรคส้มปรามาสและตอกย้ำนโยบาย “ลดขนาด ปรับโครงสร้างกองทัพ“ ไว้ด้วยประโยคที่ว่า “ถึงมีสงคราม ก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะไปรบชนะใคร” ริงครับ ทหารไม่ควรไปเป็นทหารรับใช้บ้านทหารชั้นผู้ใหญ่ และจริงครับที่มีการทำแบบนั้นอยู่ ต่ว่า “อะไรคือสิ่งสำคัญ ที่ประชาชนต้องการจากทหารเพื่อประเทศชาติมากกว่ากัน?” ทหารที่มีกำลังกองทัพที่ทันสมัย ไม่มีคอมมิชชั่น ได้อาวุธตรงปก มีเครื่องบินดีๆ ไปถล่มศัตรู ทำลายแหล่งซ่องสุมอาวุธที่ใช้โจมตีไทย ทหารไทยเราชนะ ใช้อาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องดินแดนของไทย โดยมีทหารเสียชีวิตไปถึง 27 ราย บาดเจ็บขาขาดอีกหลายสิบนาย ตรงนี้หรือเปล่าที่มันสำคัญกว่า มันจำเป็นมากกว่าต่อพรรคส้มเอง หรือต่อคนไทยทุกคน เมื่อพรรคส้มไปหาเสียงในขณะนี้ จึงไม่สามารถไปอธิบายเรื่องพวกนี้ให้คนไทยเข้าใจได้ง่ายๆแม้แต่การลากยาวไปถึงทหารที่ไปคุมสนามกอล์ฟ แนวเดียวกับที่ธนาธรพยายามบิดคำพูดที่พรรคส้มเคยพูดเอาไว้ว่า “ทหารมีไว้ทำไม?” และวลีที่ว่า “ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะไปรบชนะใครได้“ มันไม่สามารถลบล้างประโยคเหล่านี้ ที่บาดลึกสังคมไทยเกินไป ตรงนี้มากกว่าครับที่คนไทยรู้สึกถูกจี้ใจดำ ไม่ใช่เรื่องทหารรับใช้ตัดหญ้าฆ่ามดหรอกครับ ยิ่งไอซ์ โรม เท้ง ไปถึงธนาธร พูดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลเสียทั้งๆ ที่อาจหวังดี นักการเมืองทุกคนไม่ว่าจะการเมืองของประเทศไหนต้องรู้จัก “เวลาที่ควรพูด และเวลาที่ควรเงียบ” เมื่อพูดผิดไปแล้ว ต้องยอมรับและแก้ไข นี่ต่างหาก ”การเมืองใหม่“ ไม่ใช่เถียงชนฝาแบบ ”การเมืองเก่า“ ชาวบ้านไม่ใช่ ”นักการเมือง“ และ “ตลาด“ ไม่ใช่ ”สภา“ ที่จะไปตอบโต้ได้ทุกดอก ในเมื่อสิ่งที่พรรคส้มหรือธนาธรกำลังนำเสนอให้กับสังคมไทยนั้น ไม่มีทางจะเปลี่ยนได้ทันใจพรรคส้มในระยะเวลาสั้นๆ และสงครามปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา มันเกิดขึ้นจริง
ด้วยชัยชนะของอาวุธ และประสิทธิภาพกำลังทหารไทย ที่เหนือกว่าทหารกัมพูชา ชนิดเหมือนใช้ ”เข็มสู้กับลูกปืน“กรุณาอย่าบอกผมนะครับว่า ”เพราะประสบการณ์แย่ๆ ของนักการเมืองเก่าอย่างผมนี่ไงถึงพาบ้านเมืองเสียหายมาถึงจุดนี้“ เพราะผมว่าคนไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอควร ก็เริ่มรู้แล้วล่ะครับว่าหาก “ให้โอกาสพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยวแล้วจะทำให้ดู” มันเสี่ยงแค่ไหนคนไม่มีประสบการณ์เลยจะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่พรรคส้มบอกว่า “ทหารมีไว้ทำไม และหากมีสงครามก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะรบชนะด้วย“ มันน่ากลัวนะครับ ที่คนไทยจะให้โอกาสเอาประเทศไปลองเสี่ยงทำให้ดู แบบที่ธนาธรหาเสียงหรือเดินสายสัมภาษณ์สื่อ พวกเราแค่กลัวว่า “จะไม่เหลืออะไรในโอกาสหน้าอีก”
CR: Room44
