กรุงเทพฯ — 13 สิงหาคม 2569 เวลา 10.28 น.
🔥 เดือดอีกระลอก! ปมคุณสมบัติ “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธาน กสทช. กลับมาเป็นประเด็นร้อน หลังมีความเคลื่อนไหวจากหลายฝ่าย ขณะที่สื่อบางสำนักถูกจับตาจากการนำเสนอข่าวในทิศทางที่ออกมาปกป้องและอธิบายข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช.
ประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีข้อถกเถียงต่อเนื่องมาหลายปี โดยในปี 2567 คณะกรรมาธิการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคมของวุฒิสภา เคยมีความเห็นว่า นพ.สรณ อาจมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย กสทช. จากประเด็นสถานะการทำงานกับมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเข้ารับตำแหน่ง
ต่อมาเรื่องดังกล่าวยังไม่จบง่ายๆ และกลับเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอีกครั้ง โดยสำนักงาน ป.ป.ช. เคยขอข้อมูลและเอกสารจาก กสทช. เกี่ยวกับข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติและการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ เพื่อประกอบการพิจารณาตามกฎหมาย
ล่าสุด สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมีเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับกรณีคณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ หลังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีส่งเรื่องมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมาย
⚠️ นี่จึงกลายเป็นจุดที่สังคมจับตาอย่างหนัก
เมื่อประเด็นทางกฎหมายยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ แต่กลับปรากฏการนำเสนอข่าวจากสื่อบางแห่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าให้น้ำหนักไปในทางสนับสนุนหรือแก้ต่างให้ประธาน กสทช.
สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่า “นพ.สรณมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่” แต่รวมถึงมาตรฐานการนำเสนอข่าวของสื่อด้วยว่า มีการเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมหรือไม่ และมีหลักฐานใดรองรับการนำเสนอในแต่ละประเด็น
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า สื่อใดได้รับ “ใบสั่ง” หรือได้รับเงินเพื่อปกป้อง นพ.สรณ รวมถึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะฟันธงว่ากลุ่มทุนโทรคมนาคมใดมีผลประโยชน์โดยตรงจากการดำรงตำแหน่งของประธาน กสทช.
🔥 แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ปมคุณสมบัติของประธาน กสทช. ถูกตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การนำเสนอข่าวของทุกฝ่ายจึงต้องอยู่บนหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนหรือฝ่ายที่ตั้งข้อสงสัย เพราะตำแหน่ง กสทช. มีบทบาทโดยตรงต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม การกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมหาศาล
📌 ประเด็นสำคัญในเวลานี้จึงอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย
ใครมีหลักฐานต้องนำมาเปิดเผย
ใครมีข้อกล่าวหาต้องพิสูจน์
ใครนำเสนอข่าวต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง
และหากท้ายที่สุดกระบวนการตรวจสอบมีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ก็จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนกว่าการปะทะกันผ่านพื้นที่สื่อหรือการสร้างกระแสจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เรื่องนี้จึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะคำตอบสุดท้ายควรมาจากข้อเท็จจริงและกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่จากอำนาจของทุนหรือเสียงของสื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, Thai PBS News, รายงานการประเมินผลงาน กสทช.
