กรุงเทพฯ — วันที่ 18 สิงหาคม 2569
กรณีการปล่อยตัว “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษหลายครั้ง กลายเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องในสังคม หลังกรมราชทัณฑ์ออกมาชี้แจงว่า การบังคับโทษและการปล่อยตัวดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับผู้ต้องขัง
ล่าสุด นายกฤช กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยชี้ตรงไปที่ “ระบบการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด” ซึ่งเห็นว่าควรได้รับการทบทวนอย่างจริงจัง
นายกฤชระบุว่า การที่กรมราชทัณฑ์ประกาศว่าจะพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารการบังคับโทษ โดยเฉพาะผู้ต้องขังโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญต่อสังคม สะท้อนว่าระบบเดิมมีประเด็นที่ต้องนำกลับมาทบทวน
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “ชั้นของนักโทษ”
นายกฤชอธิบายว่า การเลื่อนชั้นมีผลโดยตรงต่อประโยชน์ที่ผู้ต้องขังจะได้รับ ทั้งการพระราชทานอภัยโทษ การพักการลงโทษ การลดวันต้องโทษ และมาตรการอื่น ๆ โดยหลักคือ ยิ่งชั้นสูง ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์มากขึ้น
ปัญหาที่อดีตผู้บริหารราชทัณฑ์รายนี้ชี้ให้เห็น คือระบบเลื่อนชั้นในทางปฏิบัติอาจอาศัยวงรอบระยะเวลาและการประเมินพฤติกรรมเป็นสำคัญ หากผู้ต้องขังไม่ทำผิดวินัยและเข้าร่วมกิจกรรมหรือการอบรมตามที่กำหนด ก็สามารถขยับชั้นขึ้นได้ตามลำดับ
นายกฤชยังย้อนประสบการณ์ในอดีตว่า สมัยรับราชการเคยทำหน้าที่กรรมการเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง มีการเรียกผู้ต้องขังมาสอบต่อหน้าคณะกรรมการ แต่รูปแบบการประเมินบางส่วนเป็นเรื่องพื้นฐาน เช่น การท่องศีล 5 ธรรม 5 หรือการปฏิญาณตน ซึ่งเมื่อระบบต้องรองรับผู้ต้องขังจำนวนมาก ย่อมกลายเป็นภาระของเจ้าหน้าที่อย่างหนัก
“คนล้นคุก” กลายเป็นอีกปัญหาที่กดทับระบบ
อดีตรองอธิบดีราชทัณฑ์ระบุว่า ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมผู้ต้องขังหลายพันคนในเรือนจำขนาดใหญ่ การจะสร้างระบบประเมินรายบุคคลที่ละเอียดและเข้มข้นจึงทำได้ยาก
แต่หากผู้ต้องขังไม่ได้รับการเลื่อนชั้นโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ เจ้าหน้าที่ก็อาจถูกฟ้องร้องได้เช่นกัน ทำให้เกิดข้อจำกัดในการบริหารจัดการ
จากปัญหานี้ นายกฤชเสนอว่า ผู้ต้องขังที่ได้รับโทษในอัตราสูงควรถูกนำมาแยกพิจารณาเป็นกรณีเฉพาะ
กล่าวคือ ต้องนำ “โทษตามคำพิพากษา” เป็นตัวตั้ง ก่อน แล้วประเมินว่าคดีที่มีความร้ายแรงระดับดังกล่าวควรอยู่ในเรือนจำเป็นระยะเวลาเท่าใด ก่อนกำหนดแนวทางการเลื่อนชั้นให้เหมาะสมกับรายนั้น
เป้าหมายสำคัญคือ ไม่ควรปล่อยให้ผู้ต้องขังคดีโทษสูงขยับขึ้นสู่ชั้นสูงสุดอย่างรวดเร็วเพียงเพราะผ่านเกณฑ์ทั่วไป
⚠️ ปมใหญ่ “ชั้นสูง = ได้ประโยชน์มาก”
นายกฤชย้ำว่า เมื่อชั้นนักโทษมีผลต่อการได้รับประโยชน์ต่าง ๆ หากระบบเลื่อนชั้นทำได้ง่าย เมื่อถึงช่วงพระราชทานอภัยโทษ ผู้ต้องขังที่อยู่ในชั้นสูงก็ย่อมได้รับการลดโทษตามสัดส่วนที่กำหนด
นี่จึงเป็นจุดที่อดีตรองอธิบดีราชทัณฑ์เห็นว่า ควรทบทวนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังที่ศาลลงโทษในอัตราสูง
สำหรับกรณี “เล่าต๋า” กรมราชทัณฑ์ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า เจ้าตัวถูกควบคุมตัวตั้งแต่ปี 2559 ได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 6 ครั้ง และมีปัจจัยเรื่องอายุเกิน 70 ปีประกอบการลดโทษ จนเข้าสู่กระบวนการปล่อยตัวตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดข้อเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์สำหรับ คดีร้ายแรงและคดีจำคุกตลอดชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังวลในลักษณะเดียวกันอีก
🛑 “อภัยโทษ” เป็นพระราชอำนาจ แต่ฝ่ายบริหารต้องรอบคอบ
นายกฤชแยกประเด็นการพระราชทานอภัยโทษออกจากระบบบริหารโทษ โดยระบุว่า การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจตามกฎหมาย และเมื่อพระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ไม่ควรก้าวล่วงวิจารณ์
แต่ในส่วนของ ขั้นตอนการยกร่างพระราชกฤษฎีกาโดยฝ่ายบริหารก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี นายกฤชมองว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ดูผลกระทบโดยรอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคม เพื่อให้การใช้กลไกตามกฎหมายเกิดความเหมาะสมสูงสุด
ท้ายที่สุด ข้อเสนอของอดีตรองอธิบดีราชทัณฑ์คือ คดีโทษสูงต้องมีระบบบริหารโทษที่แตกต่างจากคดีทั่วไป ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี และไม่ควรปล่อยให้การเลื่อนชั้นกลายเป็นกลไกที่ทำให้ผู้ต้องขังได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงอย่างหนักหลัง “เล่าต๋า แสนลี่” พ้นโทษ และกรมราชทัณฑ์เองก็ระบุว่าจะทบทวนหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขังโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และคดีร้ายแรง เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความร้ายแรงของความผิดและความปลอดภัยของประชาชน
สำนักข่าววิหคนิวส์ อ้างอิง: ความเห็นของนายกฤช กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และข้อมูลการชี้แจงของกรมราชทัณฑ์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
เล่าต๋าแสนลี่
กฤชกระแสร์ทิพย์
กรมราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
อภัยโทษ
จำคุกตลอดชีวิต
เลื่อนชั้นนักโทษ
กระบวนการยุติธรรม
ความปลอดภัยประชาชน
สำนักข่าววิหคนิวส์


