สกู๊ปข่าว » 🔥 เดือด! เกมล้ม “ลาสต์บอส-ค่ายน้ำเงิน”

🔥 เดือด! เกมล้ม “ลาสต์บอส-ค่ายน้ำเงิน”

5 October 2026
32   0

“อีลิต” ขยับแรง ปลุก “รัฐพันลึก” เปลี่ยนโมเมนตัมการเมืองไทย

5 ต.ค. 2569

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง เมื่อ “คดีฮั้วเลือก ส.ว.” ถูกยกระดับจากคดีเลือกตั้ง กลายเป็นสมรภูมิใหญ่ในการช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มชนชั้นนำและเครือข่ายการเมือง

เป้าหมายสำคัญที่ถูกจับตามองคือสิ่งที่ฝ่ายวิพากษ์เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”

เครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่ากำลังขยายอำนาจจากวุฒิสภา ไปสู่องค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร และท้ายที่สุดคือรัฐบาล

ขณะเดียวกัน กลุ่มชนชั้นนำและฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วนกลับเริ่มแสดงท่าทีแตกแถว เดินเกมกดดันค่ายสีน้ำเงินผ่านคดีเลือก ส.ว.อย่างเข้มข้น

จนเกิดคำถามสำคัญว่า

ศึกครั้งนี้กำลังมุ่งไปถึงการโค่น “ลาสต์บอส” และเปลี่ยนโมเมนตัมอำนาจการเมืองไทยหรือไม่

⸻

⚡ “นันทนา” กางบันได 4 ขั้น ชี้ฉากทัศน์กินรวบอำนาจ

หนึ่งในผู้จุดประเด็นร้อนคือ นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. ซึ่งขึ้นเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 และเสนอภาพ “บันได 4 ขั้น” ที่เธอมองว่าอาจนำไปสู่การรวบอำนาจทางการเมืองโดยไม่ต้องใช้รถถังหรือการรัฐประหาร

ประกอบด้วย

ขั้นที่ 1 ยึดสภาสูง

ควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา ทำให้กลไก ส.ว.อยู่ภายใต้อิทธิพลของเครือข่ายเดียวกัน

ขั้นที่ 2 ยึดองค์กรอิสระ

ใช้เสียงของ ส.ว.เข้าไปมีบทบาทต่อการคัดเลือกหรือให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ขั้นที่ 3 รวมบ้านใหญ่ ยึดสภาล่าง

ดึงเครือข่ายบ้านใหญ่และนักการเมืองท้องถิ่นเข้าสู่พรรค เพื่อขยายฐาน สส.ทั่วประเทศ

ขั้นที่ 4 ตั้งรัฐบาล กุมฝ่ายบริหาร

เมื่อได้ทั้ง สว. สส. และรัฐบาล ก็สามารถควบคุมการบริหารประเทศ การจัดสรรงบประมาณ และทิศทางนโยบายสำคัญได้อย่างกว้างขวาง

นี่คือภาพที่ฝ่ายวิจารณ์เรียกว่า

“ยุทธศาสตร์กินรวบประเทศ”

⸻

🚨 4 ทางออก “สาวให้ถึงลาสต์บอส”

นันทนายังเสนอแนวทางสกัดเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการเลือก ส.ว.

หนึ่ง เปิดโปงเครือข่ายและสาวไปให้ถึงผู้ที่ถูกเรียกว่า “ลาสต์บอส”

สอง ใช้กระบวนการศาล ทั้งศาลฎีกา ศาลอาญา และศาลรัฐธรรมนูญเป็นกลไกตรวจสอบ

สาม สร้างแรงกดดันทางสังคม ไม่ให้ผู้ที่ถูกพิสูจน์ว่ากระทำผิดมีพื้นที่ทางการเมือง

และสี่ ผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้ประชาชนมีอำนาจกำหนดที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

⸻

🔥 “บันได 4 ขั้น” ปี 49 กับปี 69 เกมเดิมในสนามใหม่?

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน การเมืองไทยเคยมีสิ่งที่ถูกเรียกว่า “แผนบันได 4 ขั้น” เช่นกัน

หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ฝ่ายรัฐประหารเดินเกมสกัดเครือข่ายของ ทักษิณ ชินวัตร

ตั้งแต่ยุบพรรคไทยรักไทย

ดำเนินคดีและอายัดทรัพย์

สลายเครือข่าย สส.

ไปจนถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2550

แต่ท้ายที่สุด เครือข่ายการเมืองของฝ่ายทักษิณยังสามารถกลับมาชนะเลือกตั้งได้อีกหลายครั้ง จนทำให้ปฏิบัติการหลังรัฐประหารในเวลานั้นถูกวิจารณ์ว่าเป็น

“รัฐประหารเสียของ”

ต่อมาเมื่อถึงปี 2557 สถานการณ์การเมืองก็วนกลับมาอีกครั้ง ก่อนจบลงด้วยการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางโครงสร้างทางการเมืองแตกต่างจากเดิม

แต่ในปี 2569 สมรภูมิกลับเปลี่ยนหน้า

คู่ขัดแย้งไม่ได้มีเพียง “ฝ่ายทักษิณ” กับ “ฝ่ายอนุรักษนิยม”

หากแต่กำลังกลายเป็นการปะทะกันภายในกลุ่มอำนาจเดิมเอง

⸻

⚠️ “สีน้ำเงิน” โตเร็ว กุมทั้ง สส.-สว.

หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นอย่างมากจากแรงหนุนของเครือข่ายบ้านใหญ่และนักการเมืองท้องถิ่นหลายพื้นที่

ขณะที่กลุ่มการเมืองที่เคยเป็นฐานอำนาจของ “3 ป.” อย่างพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติอ่อนกำลังลง

นักการเมืองจำนวนไม่น้อยจึงไหลเข้าสู่ค่ายภูมิใจไทย

จนทำให้พรรคสีน้ำเงินกลายเป็นขั้วการเมืองขนาดใหญ่ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล

พร้อมกันนั้น ส.ว.ชุดปัจจุบันจำนวนหนึ่งก็ถูกฝ่ายวิจารณ์เรียกว่าเป็น “สายสีน้ำเงิน”

จุดนี้เองที่ทำให้ความกังวลเพิ่มขึ้น

เพราะวุฒิสภามีบทบาทต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระหลายแห่ง รวมถึงมีอำนาจสำคัญในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายวิจารณ์จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากเครือข่ายทางการเมืองใดสามารถครองทั้งเสียง สส.และ สว.ได้พร้อมกัน อำนาจต่อรองทางการเมืองย่อมสูงขึ้นอย่างมาก

⸻

🌊 “อนุทิน” เจอศึกสองด้าน คดี ส.ว.-น้ำท่วม

แรงกดดันไม่ได้มาจากคดีเลือก ส.ว.เพียงเรื่องเดียว

รัฐบาลยังต้องรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมในหลายพื้นที่

โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักในกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายน ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขัง และสร้างเสียงวิจารณ์ต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

รัฐบาลยังต้องจับตาฝนระลอกใหม่และมวลน้ำจากพื้นที่ภาคกลางที่ไหลเข้าสู่ลุ่มเจ้าพระยา

หากสถานการณ์ลุกลาม ความไม่พอใจของประชาชน โดยเฉพาะคนเมือง อาจยิ่งกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองซ้ำเติมรัฐบาล

คดี ส.ว.กดจากด้านหนึ่ง

น้ำท่วมกดจากอีกด้าน

รัฐบาลสีน้ำเงินจึงอยู่ในภาวะที่แทบไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด

⸻

⚖️ ศาลกลายเป็นสนามรบสำคัญ

อีกสมรภูมิที่ต้องจับตาคือกระบวนการศาล

หลัง กกต.มีมติส่งเรื่องผู้ถูกกล่าวหา 77 รายเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี โดยมี ส.ว.ปัจจุบัน 26 คนรวมอยู่ด้วย ขณะที่บุคคลระดับแกนนำบางรายไม่ได้ถูกส่งดำเนินคดี

มติดังกล่าวกลับยิ่งทำให้เกิดข้อถกเถียง

โดยเฉพาะจาก ส.ว.สำรองที่เดินหน้าขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสอบกระบวนการวินิจฉัยของ กกต.อีกครั้ง

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า

ศาลจะเปิดไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมมากเพียงใด

รวมถึงจะมีการเรียกบุคคลระดับแกนนำทางการเมืองเข้าชี้แจงหรือไม่

หากศาลเปิดพื้นที่ให้มีการไต่สวนพยานหลักฐานใหม่อย่างกว้างขวาง เกมการเมืองอาจเปลี่ยนทันที

⸻

🔥 “อีลิต” เริ่มขยับ ฝ่ายอนุรักษ์ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน

สัญญาณอีกด้านที่น่าจับตาคือความเคลื่อนไหวของบุคคลระดับอดีตผู้มีบทบาทในองค์กรตรวจสอบและวงการกฎหมาย

บนเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 30 ก.ย. มีบุคคลอย่าง

จรัญ ภักดีธนากุล

วิชา มหาคุณ

รวมถึง สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย

ออกมาแสดงความเห็นต่อคดีเลือก ส.ว.อย่างเข้มข้น

ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ไม่ได้มีจุดยืนเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมดอีกต่อไป

บางส่วนอาจยอมรับการเติบโตของพรรคภูมิใจไทย

แต่บางส่วนกลับมองว่าการขยายอำนาจของค่ายสีน้ำเงินกำลังมากเกินขอบเขตที่ยอมรับได้

นี่จึงเป็นศึกที่ซับซ้อนกว่า “ฝ่ายรัฐบาลปะทะฝ่ายค้าน”

แต่คือ

“ศึกภายในกลุ่มอำนาจเดิม”

⸻

🧨 ปลุก “รัฐพันลึก” ทิ้งค่ายน้ำเงิน?

ม็อบบนท้องถนนในเวลานี้ยังไม่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนรัฐบาลได้โดยลำพัง

ทั้งเครือข่ายมวลชนฝ่ายอนุรักษนิยมเก่า และมวลชนฝ่ายก้าวหน้า ต่างยังไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมระดับเดียวกับวิกฤตการเมืองในอดีต

ดังนั้นสมรภูมิที่แท้จริงจึงอาจไม่ได้อยู่บนถนน

แต่อยู่ใน

ศาล

องค์กรตรวจสอบ

เครือข่ายชนชั้นนำ

และกลไกอำนาจที่นักวิเคราะห์บางกลุ่มเรียกว่า

“รัฐพันลึก”

คำถามใหญ่จึงไม่ใช่เพียงว่า พรรคภูมิใจไทยจะต้านแรงกดดันได้หรือไม่

แต่คือ

กลุ่มอำนาจที่เคยสนับสนุนหรือยอมรับค่ายสีน้ำเงิน จะยังเลือกอยู่ข้างเดิมต่อไปหรือไม่

⸻

⚡ ศึกแก้รัฐธรรมนูญ อีกด่านสกัด “ลาสต์บอส”

อีกแนวรบคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะที่มาของ ส.ว. และกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนระบบมองว่า หากโครงสร้างการเลือกและแต่งตั้งยังเปิดช่องให้เสียงในรัฐสภามีอำนาจกำหนดตัวบุคคลได้มาก ก็อาจเกิดข้อครหาเรื่องการจัดตั้งเครือข่ายอำนาจขึ้นมาอีก

ดังนั้น การต่อสู้เรื่อง สสร.จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “เขียนรัฐธรรมนูญใหม่”

แต่เป็นการต่อสู้ว่า

ใครจะเป็นคนเขียนกติกาการเมืองชุดต่อไป

⸻

🚨 เกมสุดท้าย อาจไม่จบในสภา

ภาพการเมืองไทยขณะนี้จึงคล้ายกำลังเดินเข้าสู่ “ทางแยก”

รัฐบาลสีน้ำเงินมีทั้งฐาน สส. เครือข่ายบ้านใหญ่ และกำลังทางการเมืองในวุฒิสภาที่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าแข็งแรง

ขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็เริ่มใช้ทุกกลไกที่มี

ทั้งการเปิดโปง

การดำเนินคดี

การเคลื่อนไหวของนักกฎหมาย

มวลชนนอกสภา

และแรงกดดันจากชนชั้นนำ

เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้รัฐบาลเสียคะแนนนิยม

แต่คือการเปลี่ยน “สมการอำนาจ” ทั้งระบบ

ศึกครั้งนี้จึงมีเดิมพันสูงกว่าการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี

เพราะหากข้อกล่าวหาเรื่องการครอบงำ สว.และองค์กรอิสระสามารถพิสูจน์ได้จนกระทบถึงโครงสร้างใหญ่ของเครือข่ายการเมือง ผลสะเทือนอาจลามไปถึงทั้งรัฐบาลและสมดุลอำนาจภายในประเทศ

แต่หากค่ายสีน้ำเงินสามารถผ่านคดีและแรงกดดันทั้งหมดไปได้

“ระบอบสีน้ำเงิน” ก็อาจยิ่งแข็งแรงกว่าเดิม

ท้ายที่สุด จึงต้องจับตาว่า

“อีลิต” จะสามารถเปลี่ยนทิศทางของกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการเมืองไทยได้หรือไม่

และที่สำคัญที่สุด—

ศึกโค่น “ลาสต์บอส” จะจบที่ศาล
จบที่การเลือกตั้ง
หรือจะพาการเมืองไทยกลับไปสู่สูตร “ล้มกระดาน” อีกครั้ง

นี่คือเกมอำนาจที่เดิมพันด้วยโครงสร้างการเมืองไทยทั้งระบบ

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง:กรุงเทพธุรกิจ

#รัฐพันลึก #คดีฮั้วสว #ฮั้วสว #สว #กกต #ภูมิใจไทย #รัฐบาล #อนุทิน #ลาสต์บอส #ระบอบสีน้ำเงิน #แก้รัฐธรรมนูญ #การเมืองไทย #วิหคนิวส์ #กรุงเทพธุรกิจ