เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในงานเสวนา “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยต้องรู้” ณ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยตั้งคำถามถึงขอบเขตการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมเสนอ 6 ช่องทางทางกฎหมายสำหรับตรวจสอบมติและความรับผิดของ กกต.
🔎 ตั้งคำถามมติ กกต. 14 ก.ย. เหตุผลไม่ชัดเจน
นายวัสระบุว่า การใช้อำนาจของ กกต. ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขต วัตถุประสงค์ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากใช้อำนาจเกินขอบเขต อาจเข้าข่ายการใช้อำนาจตามอำเภอใจ
พร้อมกล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ต้องยึดหลักความเป็นกลาง 4 ประการ ได้แก่ ความสุจริต ความเที่ยงธรรม ความกล้าหาญ และการปราศจากอคติ
สำหรับการพิจารณาคดี นายวัสอธิบายว่า กกต. ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอที่จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ โดยการลงมติต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและไม่เอาเปรียบผู้เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม นายวัสตั้งข้อสังเกตว่า การแถลงข่าวของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจนว่า เหตุใดบางกรณีจึงมีคำสั่งดำเนินการต่อ ขณะที่บางกรณีมีคำสั่งยกเลิก
⚖️ เปิด 6 ช่องทางกฎหมายตรวจสอบมติ กกต.
นายวัสเสนอแนวทางทางกฎหมาย 6 ช่องทาง ดังนี้
- ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา
แม้ตามรัฐธรรมนูญ ผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว. จะไม่มีสิทธิยื่นเรื่องโดยตรงในบางกรณี แต่นายวัสระบุว่า ในทางปฏิบัติเคยมีกรณีที่ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา
- ฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
ผู้ที่ได้รับความเสียหายอาจยื่นฟ้อง กกต. โดยอ้างความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 ทั้งนี้ การรับคำร้องไว้พิจารณาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
- ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.
ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวน หากพบมูลความผิด ก็เข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นายวัสประเมินว่า การดำเนินการไปจนถึงขั้นถอดถอน กกต. ด้วยเหตุฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอาจใช้เวลานาน พร้อมยกกรณีคำร้องเกี่ยวกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งตามที่นายวัสกล่าว ยังไม่มีความคืบหน้าหลังยื่นเรื่องมาแล้วกว่า 3 เดือน และตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าดังกล่าว
- ฟ้องคดีอาญาต่อศาลที่มีอำนาจ
ผู้สมัคร สว. อาจพิจารณายื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา เช่น ศาลอาญา หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยนายวัสระบุว่าแนวทางนี้อาจใช้เวลานาน เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการพิจารณาคดีหลายชั้นศาล
- ยื่นร้องต่อศาลปกครอง
เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบการใช้อำนาจทางปกครองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยต้องพิจารณาว่าข้อพิพาทและคำร้องอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองหรือไม่ ทั้งนี้ นายวัสระบุว่ากระบวนการอาจใช้เวลานานเช่นกัน
- ร้องผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ
นายวัสกล่าวถึงแนวทางการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าการเลือก สว. เป็นโมฆะหรือไม่ แต่เห็นว่าแนวทางนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากประเด็นเรื่องความลับในการลงคะแนนถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นกฎหมายลูก ไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงในรัฐธรรมนูญ จึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
📌 ย้ำหลักความเป็นธรรมในการใช้อำนาจ
ข้อเสนอของนายวัสมุ่งไปที่การตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจของ กกต. และการแสวงหาช่องทางทางกฎหมายที่เหมาะสม โดยแต่ละแนวทางมีเงื่อนไขและข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องสิทธิในการยื่นคำร้อง เขตอำนาจศาล และระยะเวลาการพิจารณา
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือความรับผิดของ กกต. ยังต้องผ่านการพิจารณาตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สำนักข่าววิหคนิวส์
ที่มา: ข้อมูลการแถลงของนายวัส ติงสมิตร ในงานเสวนาสำนักงานราชบัณฑิตยสภา
#วัสติงสมิตร #คดีฮั้วสว #กกต #ปปช #ศาลฎีกา #ศาลปกครอง #ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักข่าววิหคนิวส์
