ข่าวสด ออนไลน์ ระบุว่า
เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 17 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงภายหลังการประชุม ศบก.ถึงมาตรการคุมพลังงานและควบคุมราคาสินค้า…
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากการที่ประชุมหารือตั้งแต่เมื่อวานนี้ โดยนายกฯ ได้เชิญประชุม มีตน รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ รมว.พลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือในส่วนของการปรับราคาน้ำมันดีเซล เพราะส่งนายกฯประกาศครบ 15 วันในวันนี้
นายกฯ มีข้อสั่งการประเด็นสำคัญ เรามีการประกาศราคาหน้าสถานีบริการในทุกโปรดักส์ หลังจากนี้จะประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าคลังน้ำมัน ซึ่งจะเพิ่มเติมขึ้นไป และหลังจากนี้ในเรื่อง บี 7 เราจะทยอยปรับเป็น B10 ต้องใช้เวลาช่วงหนึ่ง และ B20 ซึ่งในอดีตเคยขายและกระทรวงพลังงานตรวจสอบแล้วมีรถยนต์ประเภทไหนใช้ได้ B20 เป็นรถขนาดใหญ่สามารถใช้ได้ แต่ B20 อาจจะไม่มีการจำหน่ายในปั๊ม แต่เราจะจำหน่ายในลักษณะขายส่ง เพื่อนำ B20 ไปช่วยในภาคอุตสาหกรรม เช่น ขนส่ง การเกษตร หรือการก่อสร้าง
ในอดีตผู้ที่ใช้น้ำมันซื้อตรงผ่านจ็อบเบอร์ ต้องรับผิดชอบค่าขนส่งหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนั้นจ็อบเบอร์จึงไม่รับผิดชอบจึงเกิดสภาวะน้ำมันขาดแคลน ทำให้ส่วนหนึ่งมาเติมน้ำมันในปั๊มแทน จึงเกิดปัญหาน้ำมันหมด แต่บางครั้งอาจจะหมดทุกโปรดักส์หรือบางโปรดักส์ ดังนั้นนายกฯ หารือเมื่อวาน เรามีบทสรุปต่างๆ ออกมา มีโปรดักส์ใหม่ มี B7 B10 และB20 ซึ่งขายตรงให้กับผู้ประกอบการ…
ส่วนผลต่างๆ เอาไบโอดีเซลมาผสม 7 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ จะมีผลต่างของราคา ถ้าใครผสมโดยเอาผลิตภัณฑ์จากพืชมาก จะได้ราคาที่ถูก เราช่วยเกษตรกรด้วย ในเดือน เม.ย. ปาล์มทลายจะออกผลิตต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเราเติม B10 B20 จะช่วยให้ราคาปาล์มสูงขึ้น
ด้านนายอรรถพล กล่าวว่า ต้นทางน้ำมันดิบ เรายืนยันแหล่งน้ำมันดิบนอกเหนือจากตะวันออกกลางได้เพิ่มขึ้น จากอเมริกาและแองโกลา รวมๆ ต่อวันใช้ได้เป็น 101 วัน และจากน้ำมันดิบนำมาเข้าโรงกลั่น ซึ่งบ้านเราจะกลั่นน้ำมันใช้มากกว่าปกติ เมื่อวานหารือกับผู้แทนโรงกลั่น
ซึ่งได้รับการยืนยันว่ากลั่นมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ผู้ค้าน้ำมัน ขอความร่วมมือจะเปิดคลังน้ำมันของเขาเพื่อให้รถบรรทุกกระจายไปทั่วประเทศตลอด 20 ชั่วโมง แต่ปัญหาคือรถน้ำมันเป็นรถเฉพาะ เนื่องจากความปลอดภัย แต่อุปกรณ์ที่มีอยู่เพียงพอสำหรับการใช้ปกติ แต่ที่ผ่านมามีความแตกตื่น ประชาชนแห่มาเติมน้ำมันมากกว่าปกติ ยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า รอบการขนน้ำมันจึงไม่พอ จึงหารือผู้ค้าที่เป็นเจ้าของคลัง
1.ผ่อนปรนกฎเกณฑ์ให้รถน้ำมันเข้ามาเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณรถ และกระชับขั้นตอนความปลอดภัย
2.ได้หารือและขอความร่วมมือที่มหาดไทย คมนาคม กทม. และตำรวจจราจร ผ่อนปรนเวลาวิ่งของรถขนน้ำมัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มเที่ยวขนรถน้ำมัน จะช่วยผ่อนคลายหน้าปั๊มได้มากขึ้น
ขอความร่วมมือประชาชนอย่ากักตุน เชื่อว่าสถานการณ์จะกลับมาปกติได้
ส่วนเรื่องตัวราคา น้ำมันดีเซล ที่ผ่านมาตรึงไม่เกิน 30 บาท หารือร่วมกันคือจะขอขยับตัวราคาน้ำมันดีเซลคือตัว B7 ไปที่ 33 บาท แต่เราจะขยับไม่แบบกระชาก เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งเพดาน 33 บาทเมื่อเทียบกับมาเลเซีย ซึ่งจะถูกกว่า แต่ตอนนี้ขยับมาที่ 32 บาท ดังนั้นเราขอขยับไปที่ 33 บาท โดยจะทยอยขยับเพิ่มพรุ่งนี้(18 มี.ค.) ขยับ 50 สตางค์ แต่เพดานคือไม่เกิน 33 บาท
นอกจากนี้จะช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น สำหรับน้ำมันดีเซล เราปรับจาก B5 เป็น B7 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่ประกาศเพิ่มคือ B10 ผสมเพิ่มเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ และ B20 ซึ่งทำให้ราคาถูกกว่า 2 บาท B10 ขายผ่านปั๊ม ต้องใช้เวลาดำเนินการ ส่วน B20 กระจายไปที่คลัง ต้องใช้เวลาเช่นกัน แต่จะมีผลต่างราคา ทำให้ถูกลง ส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ
ส่วนเบนซิน E10 E20 E85 เราโฟกัสที่ E10 และE20 เราถ่างผลต่างราคาอยู่ 3 บาทกว่า วันนี้เราทำเพิ่ม E10 เราสนับสนุนบางส่วน ปล่อยอัตราตามต้นทุน E10 คือแก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 1 บาท ส่วน E20 ลง 79 สตางค์ ทำให้ผลต่างถ่างขึ้นไปอีก
โดยสรุป E20 จะถูกกว่า E10 ประมาณ 10 บาท ขอเชิญชวนประชาชนเติม E20 ให้มากขึ้น
ส่วนการควบคุมดูแลทั้งด้านกักตุนและการขายที่เกินควร เราจะร่วมมือกันระหว่างมหาดไทย พาณิชย์ พลังงาน ไปตรวจระบบการค้าน้ำมันว่าไม่มีส่วนไหนกักตุนหรือขายกำไรเกินควร…
