ดร.เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ การเมือง การปกครอง ได้โพสข้อความระบุว่า อย่าซ้ำเติมคนไทย
สถานการณ์โควิด 19 กำลังทำให้คนไทยทุกตัวทั่วคน ได้รับความเดือดร้อนทั้งเศรษฐกิจและสังคม อันส่งผลให้ ธนาคารโลกประเมินว่าจะมีคนจนเพิ่มมากขึ้นกว่า 35 ล้านคนในเอเซีย

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารและมาจากเลือกตั้งได้กู้ยืมเงิน เพื่อนำมาใช้ประชานิยมในประเทศไทย เพื่อหวังผลชนะการเลือกตั้งติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น
ประเทศกรีซ อาเจนตินา ฟิลิฟปินส์ ก็เคยเผชิญกับเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้มาแล้ว ทำให้ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด ประเศพัฒนาแล้วกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนา และยากจนตามลำดับ และใช้หนี้ยาวมาหลายชั่วอายุคน เพราะความเห็นแก่ตัวของนักการเมืองรุ่นปู่ รุ่นย่า ที่สร้างภาระหนี้ให้คนรุ่นหลัง ตราบจนถึงปัจจุบัน

จากข้อมูลของ สำนักงานหนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือน กันยายน 2562-กุมภาพันธ์ 2563 พบว่า หนี้รัฐบาลอยู่ที่ 5,804,084.95 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ 888,165.33 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคทางการเงินฯ (รัฐบาลค้ำประกัน) 327,049.62 ล้านบาท หนี้หน่วยงานของรัฐ 8611.98 ล้านบาท และหนี้อื่นๆที่รัฐบาลก่อขึ้น 16,960,574.42 บาท คิดเป็น 41.44 ของ GDP
ในยามสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือเหยียวยาประชาชน ที่ได้รับความทุกข์ร้อนจากวิกฤติไวรัส สามารถนำเงินงบประมาณประจำปี 2563 ที่มีเวลาใช้เพียง 5 เดือนก่อนจะหมดอายุในเดือนกันยายน ที่ยังเหลืออย่างมหาศาลมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท มาใช้ก่อนได้ ซึ่งการโยกงบประมาณร้อยละ 10 จากทุกกระทรวง ทบวง กรม 6-7 หมื่นล้าน อันเป็นงบเพื่อการพัฒนามาใช้ในยามฉุกเฉิน มารวมกับงบกลาง 5 หมื่นล้านบาท ก็จะได้งบประมาณในการบริหารถึง 1.1-1.2 แสนล้านบาท
หากไม่เพียงพอ ก็สามารถโยกงบประมาณจากทุกกระทรวงมาได้อีก 2 ระยะ จะได้เงินรวมแล้วมากกว่า 1.2-1.5 แสนล้านบาท หรือโยกงบ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งหมด ยุติการซื้ออาวุธ ทำถนน พัฒนาอื่นๆไปก่อน เพราะมีเวลาใช้งบฯเพียง 5 เดือน แล้วจึงเสนองบ ปี 64 ต่อรัฐสภา เพื่อใช้ในเดือนตุลาคม 2563 เป็นต้นไป อีกลำดับหนึ่ง
ในระหว่าง 5 เดือน ที่ใช้การบริหาร ระยะต้น และระยะกลาง หากงบประมาณไม่เพียงพอก็สามารถออกธนบัตร ในการกู้ยืมเงินจากประชาชน ธนาคารเอกชนของไทย เพิ่มเติมตามลำดับ ดั่งที่เคยนำเสนอไปแล้ว โดยคนไทยจะไม่ต้องเป็นหนี้ต่างชาติ เหมือนอดีตที่เคยมีมา
การกู้ทั้งภาคเอกชน หรือภาครัฐ ก็จะมีคนบางคน บางจำพวกหากินกับการกู้ยืมเงินจากต่างชาติ เพราะค่าคอมมิตชั่นสูง เฉลี่ย 3% จากอัตราเงินต้น จึงเป็นสิ่งที่มิควรเกิดขึ้นในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้
การที่จะมีการเสนอขอกู้เงินจากต่างชาติ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา มูลค่า 1.96-1.97 ล้านๆบาท เพื่อนำมาแจก ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และตราสารหนี้ จึงไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์นี้ เพราะจะทำให้คนไทยต้องตกเป็นหนี้อย่างมหาศาล อันเป็นการซ้ำเติมคนทั้งประเทศ ต้องเป็นหนี้ชั่วลูก หลาน เหลน ก็จะใช้หนี้ไม่สิ้นสุด ต้องมีการขึ้นภาษีในเวลต่อมา
ที่ผ่านมาการดำเนินการได้กระทำการมาถูกต้อง ตามยุทธการ “ไวรัสพินาศ ประชาชนพ้นภัย” มาอย่างถูกขั้นตอนในภาคยุทธวิธีแล้ว อันสร้างคะแนนนิยม ที่เคยสอบตกมากกว่า 1 ปี จนประชาชนทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันต่อต้าน ชับไล่ จากผลการสำรวจจาก ดุสิตโพล์ และซุบเปอร์โพล ปัจจุบันก็พบว่ายามสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้แก้ไขสถานการณ์อย่างถูกต้อง ทำให้คะแนนนิยมดีขึ้น เกือบร้อยละ 80
จนประมุขชมเชยการทำงานที่กระทำมาอย่างถูกทาง จนหลายชาติ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ ได้นำหลักคิดไปใช้บริหารเชิงยุทธศาสตร์เชิงการบริหาร องการอนามัยโลก (WHO) ก็ยังชมเชยการปฏิบัติ เป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาไวรัสในยามวิกฤติ ที่มีการบริหารเชิงยุทธศิลป์ มีการยกระดับเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อชะลอการแพร่ระบาดของไวรัส
ตั้งแต่ 8 เมษายน ต้องเตรียมพร้อมรับภัยธรรมชาติ ที่จะสร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะพายุ แผ่นดินไหว น้ำทะเลหนุนฯลฯจะมาอีกระลอกหนึ่ง และ 16-25 เมษายน จะเกิดการสูญเสีย ของคนจำนวนมาก คนมีชื่อเสียง ภัยธรรมชาติ ภัยการเมือง จะเกิดขึ้น
การตัดสินใจการในบริหาร ของผู้นำจึงมีส่วนสำคัญในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายนี้และภายหน้า เพราะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ประชาชนจะยินยอมให้ปกครอง หากขาดวิสัยทัศน์แล้วไซค์ก็จะมิยอมให้ปกครอง
“ ตำราจีนว่าไว้ กุนซือเปรียบดั่งช้างเผือก ส่วนใหญ่จะอยู่ในป่าลึก ต้องค้นหาเพื่อนำมาเป็นเสาค้ำยันประเทศ “