อดีตหน.องค์คณะศาลฎีกาฟันธง จุดเสี่ยงสำคัญ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อาจไม่รอดศาลรัฐธรรมนูญ
“วัส ติงสมิตร” อดีตหน.องค์คณะศาลฎีกา โพสต์วิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “แผนงานที่ 2” ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท อาจกลายเป็น “จุดตาย” ที่ทำให้ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวเสี่ยงถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ
กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง สส.ฝ่ายค้าน 133 คน นำโดยพรรคประชาชน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ.2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา พร้อมสั่งให้คณะรัฐมนตรีส่งคำชี้แจงและเอกสารภายใน 7 วัน
อดีตหน.องค์คณะศาลฎีกา ระบุว่า ประเด็นสำคัญของคดีนี้ ไม่ได้อยู่ที่การคัดค้าน พ.ร.ก.ทั้งฉบับ แต่ฝ่ายค้านเลือก “เจาะเฉพาะ” แผนงานที่ 2 วงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการระยะยาว เช่น พลังงานทดแทน ระบบ Smart Grid โครงสร้างพื้นฐานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านพลังงานสะอาด
โดยมองว่า โครงการเหล่านี้มีลักษณะเป็น “นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลาง-ยาว” มากกว่ามาตรการฉุกเฉินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงอาจไม่เข้าเงื่อนไขที่ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจออกเป็น พ.ร.ก. ได้
นอกจากนี้ ยังชี้ว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ศาลรัฐธรรมนูญมีกรอบตรวจสอบแคบลงจากรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยศาลจะพิจารณาเพียงว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 172 หรือไม่ ไม่ได้ตรวจสอบเรื่อง “ความจำเป็นเร่งด่วน” โดยตรงเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม ศาลยังสามารถพิจารณา “เนื้อหาแท้จริง” ของมาตรการได้ว่า เป็นเรื่องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือเป็นเพียงโครงการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วไป
วัส ติงสมิตร ระบุเพิ่มเติมว่า หากศาลวินิจฉัยตีตกเฉพาะแผนงานที่ 2 ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะทำโครงการพลังงานสะอาดไม่ได้ แต่ต้องกลับเข้าสู่กระบวนการปกติ คือเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือนำเข้าสู่การพิจารณางบประมาณผ่านรัฐสภา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและอภิปรายอย่างโปร่งใส
ทั้งนี้ อดีตหน.องค์คณะศาลฎีกามองว่า คดีนี้จะกลายเป็น “บรรทัดฐานสำคัญ” ต่อขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารในการออก พ.ร.ก.กู้เงินในอนาคต ว่าจะสามารถใช้อำนาจพิเศษครอบคลุมนโยบายพัฒนาระยะยาวได้มากเพียงใด
สำนักข่าววิหคนิวส์
