วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 20.09 น.
คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติลงโทษทางวินัยร้ายแรง ไล่ออกจากราชการอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร หลังผลการสอบสวนพบพฤติการณ์คบหาสมาคมกับคู่ความ และมีการเข้า-ออกบ้านของคู่ความในคดีพิพาทมูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม
การประชุม ก.ต. ครั้งที่ 18/2569 ซึ่งมี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ได้พิจารณาผลสอบสวนข้าราชการตุลาการ 2 ราย โดยรายแรกถูกวินิจฉัยว่ามีพฤติการณ์คบหาสมาคมกับคู่ความหรือบุคคลที่มีส่วนได้เสียในคดี และมีลักษณะการจ่ายสำนวนที่อาจเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายหนึ่ง อันเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนต่อกระบวนการอำนวยความยุติธรรม จึงมีมติลงโทษไล่ออกจากราชการ
รายงานระบุว่า ตุลาการรายดังกล่าวเคยดำรงตำแหน่งอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง และถูกร้องเรียนหลังมีภาพจากกล้องวงจรปิดปรากฏว่าเดินทางเข้า-ออกบ้านของคู่ความในตระกูล “ณรงค์เดช” ซึ่งเป็นคู่กรณีในคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกทรัพย์คืนและการปลดอายัดเงินปันผลหุ้น มูลค่าหลายพันล้านบาท
ขณะเดียวกัน ก.ต. ยังมีมติลงโทษข้าราชการตุลาการอีกราย ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาในศาลเดียวกัน โดยเห็นว่ามีพฤติการณ์เสนอความเห็นในการเรียกคืนสำนวนคดี ไม่เป็นไปตามระเบียบและแบบแผนราชการ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 33 ถือเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง จึงลงโทษงดเลื่อนตำแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือนเป็นเวลา 2 ปี
ย้อนปมคดี
ก่อนหน้านี้ รองอธิบดีผู้พิพากษารายดังกล่าวเคยตกเป็นข่าวหลังยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ ก.ต. โดยอ้างว่า ระหว่างถูกสอบสวนวินัยร้ายแรง มีบุคคลเสนอเงินจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อให้เพิกถอนการอายัดทรัพย์ แต่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้ดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าว
คดีพิพาทของตระกูลณรงค์เดช นับเป็นหนึ่งในคดีแพ่งที่มีมูลค่าความเสียหายสูงของประเทศ และได้รับความสนใจจากสังคมมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านหุ้น การถือครองทรัพย์สิน และการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่
ทั้งนี้ การลงโทษทางวินัยของ ก.ต. เป็นมาตรการทางปกครองและวินัยของข้าราชการตุลาการ ส่วนข้อเท็จจริงหรือความรับผิดในทางกฎหมายอื่น ๆ จะเป็นไปตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: แนวหน้า, สำนักงานศาลยุติธรรม, มติคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.)
