ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๕๗ มาตรา ๓๒ ให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่อง ดังต่อไปนี้
คือ (๑) การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ (๒) การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เหมาะสม กับสภาพสังคมของไทย (๓) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน (๔) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้ง ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด (๕) กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและ พรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดําเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงําหรือชี้นํา โดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (๖) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริม คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนและทุกระดับ (๗) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้ เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว (๘) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อ ประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไก การตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ (๙) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทําลายหลักการสําคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้ และ (๑๐) กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป พร้อมกับบัญญัติให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
พิจารณาถึงความจําเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จําเป็นต้องมี ให้พิจารณามาตรการที่จะให้การดําเนินงานขององค์กรดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย ความดังทราบแล้วนั้น
ต่อมาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจนแล้วเสร็จ และผ่านความเห็นชอบของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการลงประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๙ แล้วประมาณ ๖๑.๓๕% หลังจากนั้นจึงได้มีการประกาศและบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๐ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ หมวดที่ ๑๖ มาตรา ๒๕๘ บัญญัติให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะ ข.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้
(๑) ให้มีการนําเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน และการจัดทําบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่ออํานวยความสะดวก ให้แก่ประชาชน
(๒) ให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็น ระบบข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน
(๓) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างและระบบการบริหารงานของรัฐและแผนกําลังคน ภาครัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ โดยต้องดําเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของ หน่วยงานของรัฐแต่ละหน่วยงานที่แตกต่างกัน
(๔) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐเพื่อจูงใจให้ผู้มีความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทํางานในหน่วยงานของรัฐ และสามารถเจริญก้าวหน้าได้ตามความสามารถ และผลสัมฤทธิ์ของงานของแต่ละบุคคล มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจและกระทําในสิ่งที่ถูกต้อง โดยคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว มีความคิดสร้างสรรค์และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้การปฏิบัติราชการและการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีมาตรการ คุ้มครองป้องกันบุคลากรภาครัฐจากการใช้อํานาจโดยไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา
(๕) ให้มีการปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความคล่องตัว เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีกลไกในการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน
แต่ตลอดระยะเวลาในการปฏิรูปประเทศในประเด็นต่าง ๆ นั้นมีเสียงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างและระบบการบริหารงานของฝ่ายความมั่นคง หรือกระทรวงกลาโหม อยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเกิดกรณีที่นำไปสู่ข้อครหาและวิกฤตศรัทธามากมาย ดังตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
๑)กรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ ณ โรงแรมป่าตองพารากอน จังหวัดภูเก็ต โดย ร้อยตรีวัฒนชัย คล่องประดิษฐ์ หัวหน้าชุดรักษาความสงบเรียบร้อยกรมทหารราบที่ ๒๕ ได้เดินทางไปพบผู้บริหารโรงแรมดังกล่าว (นายวิศิษฐ์ เอี่ยมวิโรจน์ฤทธิ์) โดยไม่มีหนังสือแจ้งล่วงหน้า และว่า พ.ท.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม คณะทำงานชุดเฉพาะกิจกองทัพภาคที่ ๔ จะเดินทางมาพบ เพื่อตรวจสอบการร้องเรียนจากพนักงานของโรงแรมดังกล่าวว่าถูกกรรมการบริหารโรงแรมดังกล่าว และพวกข่มขู่และกดดันให้ออกจากการเป็นพนักงานของโรงแรม ทำให้เกิดความหวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยอ้างว่า เป้นการใช้อำนาจหรือดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว พ.ศ.๒๕๕๗)มาตรา ๔๔ และคำสั่งที่ ๑๓/๒๕๕๙ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นเหตุให้ผู้บริหารโรงแรมดังกล่าวพูดตัดพ้อ แสดงความรู้ถึงความอัดอั้นตันใจต่อการใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ในกรณีถูกพาดพิงว่าเป็นผู้มีอิทธิพล ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมธรรมดาทั่วไป ที่ย่อมมีอำนาจในการลงโทษพนักงานที่ขาดงานเกินกว่ากฎหมายกำหนดได้อยู่แล้ว ตามกฎหมายแรงงาน และหากพนักงานลูกจ้างไม่พอใจก็สามารถใช้สิทธิในการร้องเรียนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือฟ้องร้องต่อศาลแรงงานได้อยู่แล้ว แต่เหตุใดจึงไปร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม โดยอ้างว่าถูกข่มขู่คุกคาม ซึ่งชอบที่ฝ่ายความมั่นคงจะต้องตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกให้ถ้วนถี่เสียก่อน ก่อนที่จะบุกเข้าไปพบผู้บริหารโรงแรมดังภูเก็ต จนกลายเป็นเหตุพิพาทกันตามมามากมาย และที่สำคัญเมื่อมีกรณีร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมในลักษณะนี้ทั่วประเทศ ทหารได้ออกมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงแบบเดียวกับภูเก็ตทุกรายหรือเปล่า ? และควรนำเวลาทั้งหมดไปทุ่มสรรพกำลังในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้จะดีกว่า
ทั้งนี้ตามคำสั่ง คสช.ที่ ๑๓/๒๕๕๙ ได้ระบุอำนาจหน้าที่ของทหารหรือเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีอํานาจหน้าที่ตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
(๑) ออกคําสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม หรือมาให้ถ้อยคํา หรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดตามข้อ ๒
(๒) จับกุมตัวบุคคลที่กระทําความผิดซึ่งหน้า และควบคุมตัวผู้ถูกจับนําส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดําเนินการต่อไป
(๓) ช่วยเหลือ สนับสนุน หรือเข้าร่วมในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนในความผิด ตามข้อ ๒ โดยในการเข้าร่วมดังกล่าวให้ถือว่าเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามเป็นพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๔) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ ทั้งนี้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลซึ่งกระทําความผิด ตามข้อ ๒ หลบซ่อนอยู่ หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยการกระทําความผิด หรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทําความผิด ตามข้อ ๒ หรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่า เนื่องจากการเนิ่นช้ากว่า จะเอาหมายค้นมาได้ บุคคลนั้นจะหลบหนีไป หรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทําลาย หรือทําให้ เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม
(๕) ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบตาม (๔)
(๖) กระทําการอื่นใดตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย
ดังนั้นหากนายทหารซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม ที่มีผู้ร้องเรียนว่าถูกข่มขู่ และคุกคามจากผู้มีอิทธิพล ทำให้เกิดความหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำความผิดอาญาที่เป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยนั้น นายทหารดังกล่าวได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนว่ามีข้อเท็จจริงเพียงใดก่อนหรือไม่ และได้ปฏิบัติตามระเบียบ และขั้นตอนตามข้อ ๔ ของคำสั่ง คสช.ที่ ๑๓/๒๕๕๙ อย่างไร โดยเฉพาะคําสั่งเรียกให้บุคคลผู้ถูกกล่าวหามารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม หรือมาให้ถ้อยคํา หรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหา ได้กระทำก่อนแล้วหรือไม่ อย่างไร ซึ่งไม่ใช่การเข้าไปในเคหสถานหรือโรงแรม หรือสถานประกอบการของผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วใช้ข้ออ้างแต่เพียงมาตรา ๔๔ และคำสั่ง คสช.ที่ ๑๓/๒๕๕๙ เท่านั้น
กรณีดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เห็นว่าการที่นายทหารบุกเข้าไปในโรงแรมป่าตองพารากอน จ.ภูเก็ต โดยอ้างการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ และคำสั่ง คสช.ที่ ๑๓/๒๕๕๙ โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาลกำลังเน้นการสร้างความปรองดอง และบ้านเมืองกำลังนับถอยหลังเข้าสู่โรดแม็ปการเลือกตั้ง และการที่แม่ทัพภาคที่ ๔ และโฆษก กอ.รมน.ภาค ๔ ออกมาแถลงข้อมูลฝ่ายเดียว อาจไม่เป็นธรรมต่อคู่กรณีและหรือไม่เหมาะสมต่อการใช้อำนาจ สมาคมฯจึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ฯพณฯ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)/นายกรัฐมนตรี ได้โปรดใช้อำนาจในการตั้งกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบคู่กรณีและเหล่านายทหารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องต่อกรณีดังกล่าว เพื่อลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎหมายหรือคำสั่งต่อไป และให้นำความจริงมาอรรถาธิบายให้ปรากฎต่อสาธารณชน ต่อไปด้วย
นอกจากการใช้อำนาจของทหารหรือฝ่ายความมั่นคงดังกล่าวแล้ว ยังมีกรณีที่ประชาชนวิพากษ์ วิจารณ์ พฤติการณ์ณืหรือการกระทำของทหาร หรือนายทหาร หรือผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของทหารอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมต่อกองทัพ และการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนของกระทรวงกลาโหมได้ อาทิ
๑)กรณีแหวนเพชรและนาฬิกาหรูกว่า ๒๕ เรือนที่มีมูลค่ากว่า ๓๙ ล้านบาทของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ไม่ได้แสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
๒)กรณีการเกณฑ์ทหารมาประจำการมากเกินควร แม้ตามกฎหมายกระทรวงกลาโหม มีการใช้อำนาจในการกำหนดจำนวนชายไทยที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ต้องมาผ่านการคัดเลือกเป็นพลทหารประจำการ ที่มีจำนวนมากถึง ๑๐๔,๗๓๔ คน ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี พ.ศ.๒๕๕๖ คัดเลือกเพียง ๙๔,๔๐๘ คนเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินความเหมาะสม ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เพราะประเทศชาติต้องสูญเสียเงินงบประมาณไปเพื่อการจ่ายเป็นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันชีวิต และค่าเสื้อผ้ารองเท้าและอุปกรณ์การฝึกต่างๆเป็นจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่ประเทศและภูมิภาคอาเซียนไม่ได้อยู่ในสถานการณ์สงคราม ที่มีความจำเป็นที่จำต้องเพิ่มกำลังทหารกองประจำการมากขึ้นแต่อย่างใด
หลายประเทศไม่มีการเกณฑ์ทหารกันแล้ว แต่ทำไมยังมีทหารมาประจำการเพราะเขาเปลี่ยนมาใช้วิธีการรับสมัครตามความเต็มใจ ดูตัวอย่างพลทหารของสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ไม่มีการเกณฑ์ทหาร ไม่ต้องจับใบดำใบแดงให้ลุ้นจนหัวใจวาย หรือผูกคอตายทันทีที่รู้ว่าต้องไปเกณฑ์ทหารแต่ก็มีคนวัยหนุ่มสาว (ผู้หญิงก็เข้าร่วมกองทัพได้) ที่เต็มใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพแบบเต็มใจและสมัครใจเป็นจำนวนมาก ยอดทหารประจำการสูงถึงกว่า ๑.๔ ล้านนาย ซึ่งเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรแล้วยอดทหารประจำการที่เข้าไปด้วยความเต็มใจมีมากกว่าการบังคับให้ต้องจับใบดำใบแดงของไทย และกองทัพสหรัฐอเมริก




