เรื่องฮอต ประเด็นฮิต » วิกฤตหนัก! น้ำท่วมถล่ม 14 จังหวัด 2,000 กิจการอ่วม ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงสูญทะลุ 1 แสนล้าน !

วิกฤตหนัก! น้ำท่วมถล่ม 14 จังหวัด 2,000 กิจการอ่วม ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงสูญทะลุ 1 แสนล้าน !

10 October 2026
3   0

10 ตุลาคม 2569

สถานการณ์น้ำท่วมประเทศไทยยังส่งแรงกระแทกถึงภาคอุตสาหกรรม หลังสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยข้อมูลผู้ประกอบการได้รับผลกระทบประมาณ 2,000 ราย ใน 14 จังหวัด พร้อมเตือนว่า หากภาคการผลิตไม่สามารถกลับมาดำเนินงานตามปกติได้ อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านบาท

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่บ้านเรือนประชาชนจมน้ำ แต่กำลังลุกลามถึงโรงงาน เครื่องจักร ระบบขนส่ง และห่วงโซ่การผลิตสำคัญของประเทศ!

ความคืบหน้าดังกล่าวมีขึ้นหลังวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าหารือกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้กลไก MIND x FTI ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้อง 802 ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

โดยผลการหารือถูกนำมาเผยแพร่ผ่านรายงานข่าวเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 17.04 น.

ส.อ.ท. ระบุว่า สถานการณ์อุทกภัยปี 2569 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานสำคัญของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก

เบื้องต้นพบผู้ประกอบการได้รับผลกระทบประมาณ 2,000 ราย ใน 14 จังหวัด ทั้งจากน้ำท่วมสถานประกอบการ ความเสียหายต่อเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัตถุดิบ ตลอดจนปัญหาการเดินทางของแรงงานและข้อจำกัดด้านการขนส่งสินค้า

ผู้ประกอบการบางส่วนจำเป็นต้องหยุดหรือชะลอการผลิต ขณะที่บางโรงงานแม้ไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่กลับได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ส่งมาจากพื้นที่ประสบภัย

ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทต้องเผชิญความเสี่ยงพร้อมกัน ทั้งอาหารและเกษตรแปรรูป วัสดุก่อสร้าง พลาสติก สุขภาพและความงาม ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์

ส.อ.ท. ประเมินว่า หากภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ ความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจขยายตัวเกิน 100,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ไม่ใช่ยอดความเสียหายจริงที่ได้รับการตรวจสอบครบถ้วนแล้ว

ย้อนกลับไปช่วงวันที่ 24–30 กันยายน 2569 ส.อ.ท. เคยประเมินความเสียหายเบื้องต้นของสมาชิกในพื้นที่ประสบอุทกภัยประมาณ 1,018 ล้านบาท ก่อนที่สถานการณ์และข้อมูลผลกระทบจะขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะที่ข้อมูลกระทรวงอุตสาหกรรม ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 พบสถานประกอบการได้รับผลกระทบในพื้นที่ 55 จังหวัด รวม 4,216 ราย แบ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรม 126 ราย ผู้ประกอบการ SMEs 4,006 ราย วิสาหกิจชุมชน 82 ราย และเหมืองแร่ 2 ราย

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าผลกระทบจากอุทกภัยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ แต่ยังลุกลามถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมาก

โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังเผชิญปัญหาเงินทุนหมุนเวียน ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมเครื่องจักร การฟื้นฟูสถานประกอบการ และความเสี่ยงสูญเสียคำสั่งซื้อจากลูกค้า

เมื่อโรงงานผลิตไม่ได้ สินค้าส่งมอบไม่ทัน ย่อมส่งแรงกระทบต่อผู้ประกอบการรายอื่นในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงแรงงานและธุรกิจขนส่ง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ ส.อ.ท. ต้องเร่งหารือกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันมาตรการสินเชื่อวงเงินหลักหมื่นล้านบาท สำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

เป้าหมายสำคัญคือเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน ซ่อมเครื่องจักร ฟื้นฟูกิจการ รักษาการจ้างงาน และช่วยให้โรงงานกลับมาเดินสายการผลิตได้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม วงเงินสินเชื่อและหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือยังต้องผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มาตรการที่อนุมัติจ่ายเงินแล้วทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ได้จัดตั้ง War Room เพื่อประสานงานช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม โดยใช้แนวทาง Response–Rescue–Recovery ตั้งแต่การรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า การช่วยเหลือผู้ประกอบการ ไปจนถึงการฟื้นฟูภาคการผลิตหลังน้ำลด

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุนแนวทางดังกล่าว พร้อมเน้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้า การจัดการขยะจากอุทกภัย และการเตรียมความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วงคืออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเผชิญแรงกดดันทั้งจากน้ำท่วม ระบบขนส่งหยุดชะงัก และภาวะตลาดรถยนต์ภายในประเทศที่ซบเซา

โดยเฉพาะตลาดรถกระบะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของประเทศไทย และมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสูงกว่า 90%

หากไม่มีมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม อาจส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ประกอบการ SMEs และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาผลักดันโครงการ Trade-in รถเก่าแลกรถใหม่ โดยเฉพาะรถกระบะ ควบคู่กับมาตรการสินเชื่อ การผ่อนปรนหลักเกณฑ์ทางการเงิน และกลไกค้ำประกันสินเชื่อ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย และพิจารณาแนวทางบังคับใช้มาตรฐาน Euro 6 ให้สอดคล้องกับสภาพตลาดและความพร้อมของผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ส.อ.ท. และกระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าประสานความร่วมมือ เพื่อเร่งให้มาตรการช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประกอบการ พร้อมติดตามความคืบหน้าผ่านกลไกหารือร่วมกันทุก 2 เดือน

ท่ามกลางวิกฤตอุทกภัยที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงความเสียหายจากน้ำท่วม แต่รวมถึงความสามารถในการฟื้นตัวของโรงงาน การรักษาการจ้างงาน และความต่อเนื่องของระบบการผลิตทั้งประเทศ

การฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ภัยน้ำท่วมปี 2569 ขยายผลเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจระยะยาว

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
รายงานผลการหารือ MIND x FTI ครั้งที่ 2/2569
เดลินิวส์
ไทยพีบีเอส

#น้ำท่วม2569 #วิกฤตน้ำท่วม #น้ำท่วมโรงงาน #เศรษฐกิจไทย #สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #สอท #พิมพ์ใจลี้อิสสระนุกูล #วราวุธศิลปอาชา #กระทรวงอุตสาหกรรม #โรงงานอุตสาหกรรม #ผู้ประกอบการ #SMEs #น้ำท่วม14จังหวัด #เศรษฐกิจแสนล้าน #สินเชื่อฟื้นฟู #อุตสาหกรรมยานยนต์ #แรงงานไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวด่วน #สำนักข่าววิหคนิวส์ #VIHOKNEWS