ดร.เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ การเมือง การปกครอง ได้โพสข้อความระบุว่า วัคซีนคือทางออกโควิด
มาตรการล๊อคดาว์ ที่นำมาใช้ใน จีน สหรัฐ สเปน อิตาลี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือการปิดประเทศแม้กระทั้งเกาหลีเหนือ คงทำให้เห็นชัดแล้วว่ามาตรการเหล่านี้ เป็นเพียงการชะลอการติดเชื้อได้เท่านั้น (แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย)

เมื่อเปิดผ่อนคลายล๊อคดาว์เมื่อครบ 14 วัน หรือ 21 วัน การแพร่ระบาดก็กลับมาอีกครั้ง เพราะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่แสดงอาการ แต่ข้อดีของการล๊อคดาว์หรือการปิดประเทศ ปิดเมือง หรือปิดมลรัฐนั้น ทำให้ประชาชนในประเทศ เมือง มลรัฐ ทำให้เกิดการระวังตัวในการติดเชื้อมากขึ้น

ในมาตรการต่างๆที่ไทยได้ดำเนินการทำมา เป็นมาตรการยกระดับความเข้มข้น โดยมีหลักปัจจัยสำคัญ 2 ประการใหญ่คือ ปัจจัยการแพร่ระบาดจากภายนอก และการแพร่ระบาดจากภายใน โดยใช้การปิดสถานที่ชุมนุมชน ปิดจังหวัด ประกาศเคอร์ฟิวส์ในบางเวลาตามลำดับ ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะหยุดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างได้ มิแตกต่างจากประเทศอื่นๆ แม้กระทั้งจีน ที่เป็นประเทศต้นกำเนิดของการแพร่ระบาดไปทั่วโลก
มาตรการนอกประเทศ ได้กำหนดให้มีการกักโรค มีใบรับรองแพทย์ และประกันภัย จนยกระดับสู่การปิดน่านน้ำ น่านฟ้า และทางบก ภายในประเทศ
นอกจากจะยกระดับการป้องปราม ได้ใช้มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามลำดับ ทีละขั้นตอน เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมาย 70 ล้านคนทั้งประเทศ
ยารักษาโรคเป็นปลายเหตุ ที่สามารถระงับยับยั้งโรคได้เพียงชั่วขณะหนึ่ง ผู้ที่ป่วยก็สามารถกลับมาป่วยได้อีกครั้ง หากได้รับเชื้ออีก แต่ส่วนใหญ่ผู้เคยป่วยจะไม่กลับมาติดเชื้ออีก เพราะการระวังป้องกัน มี ”จิตสำนึก” มากขึ้น เพราะเผชิญกับตัวเองมาหมาดๆ
วัคซีนได้เริ่มค้นคิดขึ้นมานานแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่มีการให้บริษัทสหรัฐในเยอรมัน พัฒนาวัคซีนจนสามารถเริ่มนำทดลองกับมนุษย์ได้ เหลือขั้นตอนสุดท้าย คือการนำมาใช้จริง ซึ่งทรัมป์ ประกาศว่าจะสามารถหยุดโรคโควิด 19 ได้ภายใน เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 3 เดือนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 3 พฤศจิกายน 2563 และจะมีการแจกเงินเยียวยาให้อเมริกันชน ครัวเรือนละ 97000 บาท ก่อนการเลือกตั้ง
จึงทำให้ ไวรัสโควิด19 จะสามารถยุติลงได้ เมื่อมีวัคซีนป้องกันเป็นสำคัญ มิต่างจากการปลูกฝี เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อป้องกันไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) ซึ่งอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำตั้งแต่ทารกแรกเกิดเป็นต้นมา
ไข้ทรพิษ(ฝีดาษ)นั้น เกิดขึ้นมานานกว่า 10,000 ปีก่อนคริสตกาล จากการตรวจพบ มัมมี่ของฟาโรห์ รามเสส ที่ 5 แห่งอียิปต์โบราณ สวรรคตด้วยโรคฝีดาษ เมื่อ 1,145 ปี ก่อนคริสตกาล ฝีดาษเป็นโรคประจำถิ่นของบางประเทศในเอเชีย คือ บังกลาเทศ อินเดีย และประเทศเอธิโอเปียในทวีปอาฟริกา ทั้งยังพบได้ทั่วยุโรป รวมถึงในจีน และเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของประชากรในหลายประเทศ คาดว่าเชื้อแพร่เข้าสู่ประเทศจีนในช่วงศตวรรษที่ 1 และแพร่กระจายจากจีนเข้าสู่ญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 6
ทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 735-737 ส่งผลให้ประชากร 1 ใน 3 ของประเทศในขณะนั้นเสียชีวิต เช่นเดียวกันกับทางทวีปยุโรป ที่เชื้อได้แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรป ตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 จนถึงศตวรรษที่ 16 มีการระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 โดยในยุโรปแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 400,000 ราย เด็กแรกเกิดในสวีเดนราว 10% เสียชีวิตทุกปี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1796 ( พ.ศ. 2339)
นั้นหมายถึงว่า การล๊อคดาว์ ปิดประเทศ และมาตรการต่างๆจะเป็นเพียงการชะลอให้การแพร่ระบาดน้อยลง และจำเป็นต้องยกระดับเชิงยุทธศาสตร์การเมือง การปกครอง ไทยจึงต้องช่วยตัวเองด้วยการร่วมมือกับแพทย์ทุกฝ่ายที่เชี่ยวชาญ ค้นหาวัคซีน รักษาโรค ซึ่งปัจจุบันไทยมีเครื่องมือ และแพทย์ที่ชำนาญการเพียงพอ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงควรจัดทีม ค้นหาวัคซีนในไทย ร่วมกันทดลอง อีกทางหนึ่งเป็นการเร่งด่วน และรายงานให้ประชาชนทราบทุกระยะ
ส่วนมาตรการชะลอการแพร่ระบาดนั้น หัวใจสำคัญมิใช่การ ล๊อคดาว์ เคอร์ฟิวส์ หรือการปิดเมือง จะเห็นได้จาก จังหวัดที่มีการปิดก็ยังมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้น สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญในระหว่างนี้คือ “จิตสำนึก” ต้องเร่งสร้างให้เพิ่มมากขึ้น ทำสื่อฯ ให้รางวัล กระตุ้นให้คนตื่นกลัว ระวัง ป้องกัน เป็นสำคัญ
จงพึงเสมอว่า ในสงครามไวรัสครั้งนี้เป็นเกมส์ที่มหาอำนาจ ใช้เล่นงานกัน เพื่อหวังผลในการเลือกตั้ง ในเชิงยุทธศาสตร์การเมืองการปกครอง ตามหลักชาตินิยม ไทยเป็นเพียงประเทศเล็กๆ หนึ่งในมลรัฐ ของสหรัฐ ที่มีประชากรกว่า 300ล้านคนใน 50 มลรัฐ และหนึ่งในมณฑลของจีน ที่มีประชากรกว่า 1300 ล้านคน ใน 22 มณฑล 5 เขตปกครองตนเอง 4 เทศบาลนคร และ 2 เขตบริหารพิเศษ เท่านั้น จึงต้องหาทางเอาตัวรอดในวิกฤติการครั้งนี้ให้ได้
การใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด จะทำให้พรก.ฉุกเฉิน เคอร์ฟิวส์ มีความศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตามการใช้อำนาจต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ มาตรการทั้งหมดที่ทำมา เพื่อมิให้เกิดการจราจล อาชญากรรม จึงต้องเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ในระยะสั้น กลาง ยาว อย่างทุกตัวทั่วคนให้เร็วที่สุด
“ ตำราจีนว่าไว้ กุนซือผู้รู้หนังสือ(ที่จะคิดว่าไปตามตำรา) 1 คน เท่ากันพลทหาร 1 หมื่นคน แต่กุนซืออัจฉริยะ(ที่จะคิดทำสิ่งใหม่ๆ) 1 คน เท่ากับพลทหาร 1 ล้านคน “