23 กรกฎาคม 2569 — กระทรวงกลาโหม กรุงเทพฯ สถานการณ์ชายแดนใต้กำลังเกิดประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อท่าทีของฝ่ายความมั่นคงต่อเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส ปรากฏน้ำเสียงที่แตกต่างกัน หลัง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ประกาศในพื้นที่ว่า ถึงเวลาที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ต้องเป็น “ผู้ล่า” ขณะที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาเบรกคำดังกล่าว พร้อมย้ำว่า “อย่าเรียกว่าไล่ล่า” และชี้ว่าคนไทยที่มีความคิดเห็นแตกต่างต้องนำมาพูดคุยกัน
ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังเหตุโจมตีครั้งรุนแรงเมื่อเวลา ประมาณ 18.45 น. วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 กลุ่มผู้ก่อเหตุ 6 คน แต่งกายชุดดำ ใช้รถกระบะสีดำเป็นพาหนะ ก่อนใช้อาวุธปืนและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์โจมตี จุดตรวจบูเก๊ะซามี เขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้ทหารพรานสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 เสียชีวิต 5 นาย และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บหลายราย
“ถึงเวลาที่เราต้องเป็นผู้ล่า”
วันที่ 23 กรกฎาคม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ในฐานะ เสธ.ทบ. และเลขาธิการ กอ.รมน. บินด่วนลงพื้นที่จุดเกิดเหตุด้วยตัวเอง ตรวจสอบความเสียหาย ติดตามพยานหลักฐาน รวมถึงเส้นทางหลบหนีของกลุ่มผู้ก่อเหตุ
หลังลงพื้นที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่า สำหรับเหตุการณ์นี้จำเป็นต้องติดตามตัวผู้ก่อเหตุ และประกาศว่า “ถึงเวลาที่เราต้องเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว” พร้อมระบุในทำนองว่าไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะได้รับความช่วยเหลือจากใครหรือจากประเทศใด เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการติดตาม
ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่พบรถกระบะที่เชื่อมโยงกับการก่อเหตุถูกนำไปเผาที่บ้านคอลอกาแว ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ซึ่งถูกตรวจสอบในฐานะหลักฐานสำคัญในการสาวไปถึงผู้เกี่ยวข้อง
แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา น้ำเสียงจากฝ่ายนโยบายกลับแตกต่างออกไป
รมว.กลาโหมเบรก “อย่าเรียกว่าไล่ล่า”
ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ได้หารือกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ถึงแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำ
เมื่อถูกถามตรงๆ ถึงคำประกาศ “ผู้ล่า” ของ เสธ.ทบ. พล.ท.อดุลย์ระบุว่า จะต้องกลับมาหารือกันถึง “แนวคิดที่แตกต่างกัน” ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงเวลาที่ต้อง “ไล่ล่า” ผู้ก่อเหตุแล้วหรือไม่ รมว.กลาโหมตอบว่า
“อย่าเรียกว่าไล่ล่า”
พร้อมอธิบายว่า คนไทยที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันต้องนำมาพูดคุย โดยปัจจุบันยังมีกลไกคณะพูดคุยสันติสุข รวมถึง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม คำว่า “คนไทยที่มีความเห็นแตกต่าง” ในคำให้สัมภาษณ์ไม่ควรถูกตีความว่า รมว.กลาโหมกำลังเรียกผู้ก่อเหตุสังหารเจ้าหน้าที่ว่าเป็นเพียง “ผู้เห็นต่าง” โดยตรง เพราะบริบทคำตอบครอบคลุมแนวทางแก้ปัญหาชายแดนใต้ในภาพรวม ขณะที่การติดตามผู้ก่อเหตุยังคงดำเนินต่อไป
นายกฯ สั่งยกระดับทั้ง “ปราบปราม-การข่าว”
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุในวันเดียวกันว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ “แย่มาก” พร้อมกำชับทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองให้แสดงประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งด้าน การป้องกัน ปราบปราม และการข่าว เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา
อีกประเด็นที่เริ่มถูกโยงเข้ามาคือ เก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 4 เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นใกล้ช่วงการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารระดับสูง
แต่ พล.ท.อดุลย์รีบตัดประเด็น โดยขออย่าเพิ่งนำเรื่องการแต่งตั้งมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ และขอให้แม่ทัพภาคที่ 4 รวมถึงผู้บังคับหน่วยในพื้นที่มีสมาธิกับการติดตามผู้ก่อเหตุและรักษาความปลอดภัยประชาชนก่อน
ส่วนโผนายพลนั้น รมว.กลาโหมระบุว่าเป็นเรื่องที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะดำเนินการตามขั้นตอน และขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาพิจารณา
เหตุการณ์บูเก๊ะซามีจึงกำลังกลายเป็นมากกว่าคดีโจมตีจุดตรวจ เพราะหลังการสูญเสียชีวิตทหารพรานถึง 5 นาย สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ รัฐบาลและกองทัพจะประสานยุทธศาสตร์ “บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด” กับ “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” อย่างไร
คำว่า “ผู้ล่า” กับคำว่า “อย่าเรียกว่าไล่ล่า” อาจแตกต่างกันในเชิงถ้อยคำและแนวทาง แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่กำลังรอคำตอบคือ ผู้ก่อเหตุจะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ และมาตรการใดจะหยุดไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้ซ้ำอีก
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Thai PBS, ไทยรัฐ และข้อมูลคำให้สัมภาษณ์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ วันที่ 23 กรกฎาคม 2569
