ยึดอำนาจรัฐมนตรี
การยึดอำนาจรัฐมนตรี ทุกกระทรวง ทบวง กรม ในการใช้อำนาจตาม พรก.ฉุกเฉิน ให้ปลัดกระทรวงขึ้นตรงกับ หัวหน้าคณะ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (Centre for Resolution of Emergency Situation) หรือ ศอฉ. เป็นการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำให้รัฐมนตรีต่างๆมีตำแหน่ง แต่ไร้อำนาจบริหารอีกต่อไป
รัฐมนตรีที่มาจากพรรคร่วมทุกพรรค จะจัดการประชุมอื่นใดในการใช้อำนาจได้อีกก็มิได้ เพราะถูกรวบอำนาจไว้แล้ว สภาจะไม่สามารถประชุมได้ เพราะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สส.มีตำแหน่งก็เหมือนไม่มี ไม่มีอำนาจอีกต่อไป
เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553 ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อการควบคุมการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน ได้ถูกประกาศใช้ ในระยะแรกใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นศูนย์ ต่อมาย้ายไปยังราบ 11 จนเกิดเหตุการณ์บานปลาย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พลเอกประวิทย์ วงค์สุวรรณ ถูกผู้ชุมนุมไล่รุมทำร้าย จนสถานการณ์เอาไม่อยู่ ยาวนานกว่า 3 เดือน
กระทั้ง 7 วันสุดท้าย ได้มีอีกทีมหนึ่งได้เข้าไปดำเนินการ เปลี่ยนแผนทั้งหมด ใช้เวลาดำเนินการ 7 วัน จึงเริ่มสลายการชุมนุมลงมือปฏิบัติจริง ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 เวลา 20.09 น. โจโลฤกษ์ แล้วเสร็จ 19 พฤษภาคม 2563 จึงพลิกสถานการณ์จากแพ้มาชนะผู้ชุมนุมได้ อันเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่รัฐบาลสามารถเอาชนะผู้ชุมนุม ก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นเมื่อ เกิดเหตุการณ์เมษาจราจล ปี 2552
การใช้อำนาจตามพรก.ฉุกเฉิน ในเชิงการบริหาร ถือว่าเสี่ยงมาก เพราะหากทำเป็นก็จะเป็นผลดีต่อประชาชน แต่ถ้าทำไม่เป็นจะเกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกพวก ทุกเหล่า ทุกสี ทุกพรรค จะรวมกันเป็นหนึ่ง ออกมาขับไล่ทันที อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
คลื่นใต้น้ำที่เกิดจากทั้งนอกใน จะถาโถมมาอย่างรวดเร็ว เพราะสื่อใหม่สามารถสื่อสารได้เร็วกว่าอดีต อันที่จริงแล้วควรใช้พรบ.ความมั้นคงเท่านั้น แล้วค่อยออกพรก.เพิ่มเติม จากมติครม. ยังคงให้อำนาจรัฐมนตรีทำงานต่อไป แต่เมื่อใช้ทางลัดทางกฎหมายรวบอำนาจ จึงอยู่ในสภาวะเสี่ยงอย่างมาก ในการบริหารจัดการประเทศ ในสถานการณ์ปัจจุบัน
หากย้อนดูคำเตือนที่ผ่านมา ที่มิได้ทำ เช่น ไม่จำกัดคนป่วยไว้ที่สัตหีบ ปล่อยผีน้อยกลับบ้าน ปล่อยให้จัดมวย ฯลฯ ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสเป็นวงกว้าง หากถูกมองในทางร้ายว่า ที่ไม่ทำทั้งหมด เพราะเจตนาให้เกิดการแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ หวังจะยึดอำนาจรัฐมนตรี ก็ยิ่งจะทำให้การบริหาร อยู่ในสถานการณ์ที่หนักขึ้น อันยากจะควบคุมอยู่ ประกอบกับอำนาจการเคลื่อน กำลังพลตกไปอยู่ในมือกองทัพที่ไม่มีความแน่นอน พร้อมพลิกได้เสมอ
การเมืองการปกครอง การบริหารมันสลับซับซ้อน ยอกย้อนกลอุบาย กำนัน ที่เคยถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้า ศอฉ. ก็เคยคุมเกมส์ไม่อยู่มาแล้ว ยุทธวิธีถ้าปรับใช้ไม่ดี แก้ได้ไม่เด็ดขาด ก็จะอันตราย ชนะวันนี้ แต่จะพ่ายแพ้ในวันหน้า ชนะศึกแต่จะแพ้สงคราม ด้วยความปราถนาดี
“ อำนาจก็เหมือนลม พริ้วแผ่วเบา จับต้องมิได้ แต่รู้สึกได้ อำนาจมีทั้งขึ้นและลง หากทำเป็นก็ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ หากทำไม่เป็น พิษก็จะรุนแรงมากยิ่งกว่างูพิษ “
ดร.เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา
26 มีนาคม 2563
(ประกาศพรก.ฉุกเฉิน)
