19 กุมภาพันธ์ 2561 นายธนาพิพัฒน์ ชัยธนาธนธัต ประธานคณะทำงานต่อต้านการทุจิตคอร์รัปชั่น ในภาคประชาชน กล่าวว่ามุมมองจากรณีหวย 30 ล้าน ! ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในนักต่อสู้ ผู้ร่วมแนะแนวทางให้กับผู้หาหนทางแก้ไขทางคดีความ ที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่ความที่ไม่ค่อยจะธรรมดา ไม่ให้เขาหลงทาง หลงประเด็น เพื่อหาวิธีการให้เขาได้ต่อสู้กันบนกระบวนการยุติธรรมได้อย่างถูกต้องตามหลักกฎหมาย หรือหน่วยงานพิเศษอื่นๆให้เขาใช้สิทธิเพื่อการต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ อันเพื่อความยุติธรรมในสิ่งที่ตนเองค้นหาอยู่กับคนในสังคมนี้ที่มักจะมองอะไรไปตามกระแส แยกแยะความจริง กับความเชื่อไม่ออก และเริ่มน่ากลัวที่สุดคือการหลงกระแสติดบ่วงคนชี้ชะตากรรมคน ดันเผลอไปติดเป็นเครื่องมือให้กับแนวทางที่ไม่สมควรไปแตะให้เสียศักดิ์ศรีหน่วยงานราชการ อันแทนที่มีหน้าที่ห้ามปราม ตบประเด็นเห็นชัดได้ดีกว่าประชาชน แล้วดำเนินการให้สิ้นสุดแค่ในหน้าที่ของตนให้จบอย่าเขว ควรเคารพในกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลยุติธรรมให้มากที่สุด เช่นคดีหวย 30 ล้านนี้ คำถามผมในใจเรื่องนี้แต่แรกมีแค่ไม่กี่ข้อ
ข้อแรก คือ ถามไปยังผู้อ้างตนเป็นทนายความ มีอยู่สองฝ่ายเด่นชัด ต่างคนต่างอ้างอีกฝ่ายว่าเป็นขบวนการ (ตรงนี้ไม่ต้องไปอ้าง คนเขามองออกเองในอนาคต) ผมยกตัวอย่าง ฝ่ายหนึ่งที่อ้างตนเป็นทนายความ มาคู่กับผู้อ้างตัวว่าเป็นของจริงเพื่อมาเป็นผู้คลี่คลายคดีนี้ เอาเป็นพวกอ้างว่า “ผู้รู้กฎหมาย” ผมถามว่าการมุ่งเน้นกระทำการชักนำประชาชนให้ผิดแนวทางกฎหมายควรชี้นำอย่างใดเป็นสิ่งแรก เพราะคนที่เขามาติดตามคุณมันคือเยาวชน หรือคนที่มีจำนวนที่มาก
ที่พร้อมเรียนรู้กระทำตามจนเป็นนิสัยในอนาคตได้เช่นพวกคุณหรือไม่ เริ่มจะไปตัดสินชะตาคนนั้นคนนี้ให้ผิดเป็นถูก และ ถูกเป็นผิด ทั้งๆที่ผู้เสียหายต่างฝ่ายต่างได้ขอใช้สิทธิตามกฎหมายอยู่ในขณะนี้ การประโคมหลักฐานเล็ดลอดออกมาจากไหนก็ไม่รู้ เท็จบ้าง จริงบ้าง ดันยุยงให้นำออกมาแสดงให้สื่อฯได้ทำข่าว ทำกำไรในข่าวให้มหาศาลโดยไม่เคยถามใจผู้เสียหายลึกๆว่าเขายอมใจไหม เพราะยิ่งแสดงตัดประเด็นไปๆมาๆ สุดท้ายประโยชน์ทางคดีถูกหักล้างจนหมดสิ้น
จบกระแสก่อนขึ้นศาล สุดท้ายประเด็นต่อสู้ที่มีถูกนำมาใช้กลบกระแสเพื่อความดูดีว่าตนนี่แน่ ตนนี่ถูก หมดไปทันทีตั้งแต่นอกศาล แต่ความเชื่อในกระแสดันถูกสร้างมาเพื่อการหักล้างโค่นความจริง ที่จะได้นำไปใช้ในศาลไปเสียแล้ว ซึ่งผู้อ้างตนว่าทนายความระดับอาจารย์อีกท่านหนึ่งทราบ มองออกและยั้งคิดทันถึงพฤติการคนเหล่านี้ อีกทั้งได้ส่งสันญาณให้สังคมรับรู้ว่าอะไรมันควรหรือไม่ควร อะไรควรกระทำตนให้ถูกต้องในวิทยฐานะตามมรรยาทอาชีพของตน แต่กลับโดนสังคมหลงสื่อ รุมประณามด่าว่าท่านให้เสียหายสารพัด
ข้อที่สอง คือ การที่เราต้องเสียเวลากับอะไรที่ไม่สมควรเช่น การละเลยสิ่งที่ควรทราบแล้วผู้อ้างตนว่าเป็นทนายหรือผู้มาคลี่คลายคดีไม่บอกพวกคุณให้ทราบบ้างล่ะว่า หากการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเขาทำตามอำนาจหน้าที่แล้ว อย่างแรกที่การไปขอย้ายท่านผู้บังคับการฃจังหวัดฯ ให้ออกจากนอกพื้นที่ไปก่อนไม่สำเร็จ (เพราะไม่สมควรจะทำด้วยซ้ำ) จึงเกิดการทำหน้าที่ของท่าน ผบ.ตร. ให้มีการโอนย้ายสำนวนมายังกองปราบแทน ( เสมือนว่าไม่ทำตามขอ ก็เอาอย่างอื่นไปแทนก็คล้ายกันนะ) ฝั่งผู้ดำเนินการร้องขอทีแรกก็ได้ที แทนที่จะเสียหน้ากลับมาประโคมใหญ่เลยว่าทำได้ดีกว่าที่คิดอีกนะ เดี๋ยวคอยดูนะ งานนี้มีโดนเป็นขบวนการแน่ ซึ่งผมถามคำเดียว นี่ใช่ไหมคือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด คือผู้ที่ยืนหยัดมั่นคงในหน้าที่ราชการของหน่วยงาน และตนเองนั้น กำลังจะหลงเป็นเครื่องมือของบุคคลกลุ่มเหล่านี้ด้วยอีกหรือไม่ ข้อสุดท้าย คือการทำหน้าที่และสิทธิของตนให้ดีที่สุดครับ เช่น
– “ประชาชน” มีหน้าที่ทำตามกฎหมาย อะไรถูกละเมิดก็ไปขอใช้สิทธิตามกฏหมาย
– “ตำรวจ” หรือพนักงานสอบสวน มีหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนไปดำเนินการตามกฎหมายเพื่อพิจารณาส่งต่อกระบวนการไปตัดสินตามกฏหมาย และกระบวนการในศาลยุติธรรม
– “ทนายความ” มีหน้าที่แนะนำและค้นหาข้อเท็จจริงในแนวทางการต่อสู้คดี เก็บงำความลับฝั่งลูกความของตนเพื่อประโยชน์สูงสุดในการนำไปหักล้างในชั้นศาล และ หากจะแสดงตนว่าเก่งพอ ควรที่จะไม่ใช้มวลชนไปนำกระแสให้ฝั่งตรงข้ามเผยข้อมูลเพื่อแก้หน้ากันอับอาย แต่สุดท้าย “หวังผล”ที่จะใช้ให้เขาเผยประเด็นเด็ด เพื่อตนจะได้นำมาต่อสู้ให้กับลูกความของตน ให้กลายเป็น “ผู้ชนะ”แบบไร้มรรยาทและศักดิ์ศรี
– “หน่วยงานพิเศษ” เช่นกองปราบ ทำหน้าที่ตรงจุดนี้ถึงขนาดท่านผู้บัญชาการมาเอง หรือ ผบ.ตร.มาเอง ถึงขั้นมีผู้มองในการทำหน้าที่จากกองบัญชาการแล้วในขณะนี้ว่า การที่จะเลือกใช้วิธีตามกฎหมายในยุคที่สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง แต่เหตุใดเลือกเชิญพยานที่เป็นผู้หญิงทำมาหากินประกอบอาชีพสุจริต กลับไปกระทำเข้าหาบุกบ้านเชิญตัวเขาออกมาให้ปากคำ ดึกยันเช้า ทำอย่างกับเขาเป็นโจรผู้ร้ายในสังคมสาหัสสากันมาก่อน จนเขาแสดงอาการอิดโรย และมีข่าวออกมาจนเป็นเรื่องได้ ว่าเกิดการบังคับให้รับสารภาพ ให้เป็นไปตามความเชื่อของผู้อื่น แทนที่ควรสนองตอบบนความจริง หรือไม่
สุดท้ายแล้ว พวกคุณอย่าไปบ้าจี้ และอย่าลืมคิดไปสิว่าขั้นตอนของกฎหมาย ยังมีท่านอัยการ และ ศาลยุติธรรมอีกตั้งสามศาล ที่จะมาคอยคลี่คลายประเด็น ตัดสินได้ตามกฎหมาย พิพากษาความผิดถูกของคนทั้งคน แต่ทำไมบางฝ่ายที่เรียกตนว่าเป็นผู้รู้กฎหมาย หรือผู้มาคลี่คลายคดี กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจบางหน่วยกลับเผลอทำเกินอำนาจหน้าที่ ตกเป็นเครื่องมือขบวนการและสื่อฯเพื่อทำกำไรต่อเนื่องหรือไม่ และขอให้สังเกตดีๆ ปัจจุบันกี่ครั้งกี่หน กี่คนที่เสียไปจากการที่สังคมร่วมประนามให้เขาผิดไปก่อน และเมื่อเขาพิสูจน์ตนเองไปว่าเขาถูกตามกระบวนการกฎหมายได้แล้ว ใครล่ะที่จะก้าวออกมาให้ความเป็นธรรมกับเขาในเวลานั้น แต่ที่แน่ๆ ผมยังไม่อยากพูดไปถึง คดีไปถึงขนาดที่ศาลท่านสั่งไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อคุ้มครองชั่วคราวให้แล้วในขณะนี้ พวกท่านๆยังมามัววิพากวิจารย์รูปคดี เรียกกระแสให้ตัดสินคนกันทุกต้นชั่วโมงอยู่ขณะนี้ พวกท่านๆทั้งหลายนี่หล่ะ เข้าข่ายจะ “ละเมิด อำนาจศาล” กันอยู่หรือไม่……..…ประธานบอย
สำนักข่าววิหคนิวส์




