ดร.สุกิจ พูนศรีเกษม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ระบุว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟันธง ผู้การจังหวัดกาญจน์ไม่ได้ทุจริต”…เหตุการณ์ที่นำมาสู่การดำเนินคดีกับ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ไม่ได้เกิดจากทุจริต แต่ทำงานด้วยวุฒิภาวะต่ำ ขาดความชำนาญในการสืบสวนสอบสวน และจึงทำให้เชื่อตามพยานหลักฐานที่ ครูปรีชา นำมากล่าวอ้าง ซึ่งขัดกับ ร.ต.ท.จรูญ ที่ไม่มีพยานหลักฐานใดเลยมากล่าวอ้าง จึงทำการปรับแก้สำนวนให้กลมกลืน โดยไม่ได้ยึดตามหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์…”
พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) มีอำนาจเพียงรวบรวบพยานหลักฐานเพื่อส่งให้ ปปช ตั้งอนุกรรมไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ฉบับที่ 3) พ.ศ2558
ส่วน พ.ต.ท.ชูวิทย์ เจริญนาค รองผู้กำกับสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี และ ร.ต.อ.จิรยุทธ์ ชัชรินทร์กุล รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี ในเบื้องต้นจะต้องรวบรวมเอกสาร ส่งให้ ปปท ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ
ว่าด้วยหลักเกณท์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พศ.2554
ตำรวจ ป.ป.ป. เอาอำนาจอะไรไปกันพ.ต.ท.ชูวิทย์ เจริญนาค และร.ต.อ.จิรยุทธ์ ชัชรินทร์กุล เป็นพยานโดยที่ยังไม่นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ปปช หรือ ปปท ให้บุคคลทั้งสองเป็นพยานได้ด้วยเสียงข้างมาก
พล.ต.ท.ฐิติราช เอาอำนาจอะไร ไปบอกแก่สาธารณะชนว่า พล.ต.ตสุทธิ พวงพิกุล ไม่ได้ทุจริต หรือวุฒิภาวะตำ่ก่อนที่ ปปช จะตั้งอนุกรรมการไต่สวน. ตำรวจ ปปป. และกองบัญชาการสอบสวนกลางและกองปราบเอาอำนาจอะไร มาออกหมายเรียกครูปรีชา และเจ้บ้าบิน ไปสอบปากตำในคดีที่เป็นผู้สนับสนุ่นหรือตัวการร่วมกับ พล.ต ต.สุทธิ พวงพิกุลที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกฏหมายไม่ได้เปิดช่องให้ทำได้
สรุป ตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ฉบับที่ 3) พ.ศ2558 และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐว่าด้วยหลักเกณท์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พศ.2554ได้ เป็นอำนาจปปช และ ปปท ที่จะเป็นผู้ต้องอนุกรรมการไต่ส่วนตามที่กฏหมาบบัญญัติไว้
สำนักข่าววิหคนิวส์




