เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญในประเด็นการตรวจสอบข้อกล่าวหาทุจริตการสอบแข่งขันเข้ารับราชการท้องถิ่น เมื่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ กรณีนายกรัฐมนตรีไม่ได้กำกับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” ส.ส.พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการและรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ที่ประชุมมีมติ 7 ต่อ 0 เสียง ให้ดำเนินการตามกฎหมายกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ไม่เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการตามหนังสือเรียก
นายปิยรัฐระบุว่า ผลจากการที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้กำกับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาชี้แจง ทำให้ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องชี้แจงเหตุผลต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยตนเอง
นายปิยรัฐกล่าวว่า กรณีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีต้องเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯ ขณะที่นายนฤชาถือเป็นข้าราชการคนแรกที่ถูกกรรมาธิการมีมติพิจารณาว่าการไม่มาชี้แจงโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ และอาจเข้าข่ายความผิดทางวินัย
อ้างมาตรา 13 ส่งเรื่องถึงประธานสภา
สาระสำคัญของการดำเนินการครั้งนี้อ้างอิงมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดแนวทางกรณีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไม่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกำกับ ส่งเอกสารหรือเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงตามหนังสือเรียกของคณะกรรมาธิการ
กฎหมายกำหนดให้ประธานกรรมาธิการมีหนังสือแจ้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี เพื่อแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีให้มาชี้แจงเหตุผลต่อที่ประชุมสภา
หากอยู่นอกสมัยประชุม ให้ส่งคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานสภาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
นายปิยรัฐเปิดเผยว่า ขั้นตอนต่อจากนี้กรรมาธิการจะดำเนินการด้านเอกสารและส่งหนังสือไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2–3 วัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการตามที่กฎหมายกำหนด
ย้อนปมทุจริตสอบท้องถิ่น เรียกนายกฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน
กรณีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการท้องถิ่น ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้เชิญบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงหลายครั้ง เพื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 5 เสียง ให้ออกหนังสือเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ เข้าชี้แจง รวมถึงมีมติเรียกผู้บริหารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเข้าชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขัน
ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม มีการดำเนินการตามกระบวนการเรียกบุคคลเข้าชี้แจง แต่ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีและผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เข้าชี้แจงตามที่กรรมาธิการต้องการ กลายเป็นเหตุให้คณะกรรมาธิการพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 13 ในครั้งนี้
ฝ่ายภูมิใจไทยโต้ มติกรรมาธิการไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีมติดังกล่าว นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย และกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้โพสต์ข้อความวิจารณ์การดำเนินการของกรรมาธิการ โดยกล่าวหาว่าการลงมติดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ผิดจริยธรรม และผิดกฎหมาย
ข้อโต้แย้งดังกล่าวสะท้อนว่าการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการยังมีความเห็นแตกต่างกันภายในฝ่ายการเมือง โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการดำเนินการตามมาตรา 13 และการพิจารณาของประธานสภาผู้แทนราษฎรในขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ มติ 7 ต่อ 0 เป็นมติของคณะกรรมาธิการในการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าผู้ถูกเรียกหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมีความผิดในข้อกล่าวหาทุจริตสอบท้องถิ่นแล้ว
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Thai PBS, มติชนออนไลน์, ข่าวสด และเดลินิวส์ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569
#อนุทิน #โตโต้ปิยรัฐ #รังสิมันต์โรม #กมธกฎหมาย #มติ7ต่อ0 #พรรคประชาชน #พรรคภูมิใจไทย #พรบอำนาจเรียก #ทุจริตสอบท้องถิ่น #รัฐสภา #การเมืองไทย #สำนักข่าววิหคนิวส์
