วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลังมีรายงานจากแหล่งข่าวในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ที่ประชุม กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา
ประเด็นสำคัญเกิดขึ้นหลังมีผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครบางราย รวมถึงขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เคยมีมติยกคำร้องในบางกรณี
รายงานระบุว่า กกต. เห็นว่าการรับคำร้องดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาการใช้อำนาจทับซ้อนระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อให้เกิดความชัดเจน
2 ประเด็นใหญ่ที่ กกต. ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด
ประเด็นแรก กกต. ต้องการให้วินิจฉัยว่า เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวถือเป็นที่สุดหรือไม่ โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะกรณีที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
ประเด็นที่สอง กรณี กกต. มีคำวินิจฉัยยกคำร้องตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวจะถือเป็นที่สุดหรือไม่ และบุคคลภายนอกจะสามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. อีกครั้งได้หรือไม่
ต้นเหตุจากคำร้องตรวจสอบผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว. 5 ราย
รายงานข่าวระบุว่า มีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลรวม 5 ราย ได้แก่
- นายบัลลังค์ ศรีมงคล
- นางวรรษมนต์ คุณแสน
- นางแดง กองมา
- นายสมพาน พละศักดิ์
- นางทองเสียน วงษ์ประจันทร์
โดยมีคำร้องรวม 3 คดี ซึ่งศาลฎีกาได้รับคำร้องไว้พิจารณา พร้อมมีคำสั่งให้จัดทำคำคัดค้านและกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน
กกต.ยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224
เหตุผลที่ กกต. เตรียมยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ คือเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 224 กำหนดให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจในการควบคุมดูแลการเลือก สว. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยตามกฎหมาย
ขณะที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 กำหนดอำนาจของศาลฎีกาไว้ในกรณีเฉพาะ เช่น การอุทธรณ์กรณีถูกสั่งไม่รับสมัครหรือถูกลบชื่อ และกรณีการเลือกในระดับต่าง ๆ ไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนกรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเอง เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 60 และมาตรา 62 นั้น กกต. เห็นว่าไม่มีกฎหมายให้อำนาจประชาชนหรือผู้สมัครยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. ได้
นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 และ 14/2566 เพื่อสนับสนุนแนวทางการตีความเรื่องความเป็นที่สุดของคำวินิจฉัย กกต. ในกรณีที่ไม่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
คดีฮั้ว สว. 77 คน ยังเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. รวม 77 คน แบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน
ข้อมูลดังกล่าวเป็นมติในส่วนที่ กกต. เห็นว่ามีเหตุให้ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ใช่คำพิพากษาว่าบุคคลทั้ง 77 คนมีความผิดแล้ว
การเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับการตีความว่าองค์กรใดมีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และขอบเขตการทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. อยู่ตรงไหน
ศึกครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องฮั้ว สว. แต่ยังเป็นข้อพิพาทสำคัญเรื่องขอบเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ หากมีการยื่นคำร้องและศาลรับไว้พิจารณา
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: มติชน (รายงานผ่าน JaiMuang), สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), Thai PBS
#ฮั้วสว #กกต #ศาลรัฐธรรมนูญ #ศาลฎีกา #คดีฮั้วสว #สมาชิกวุฒิสภา #องค์กรอิสระ #อำนาจตามรัฐธรรมนูญ #การเมืองไทย #สำนักข่าววิหคนิวส์
